198, 199, 200, 201, 202 ,203, 204 ,205, 206, 207, 208, 209

ฉบับที่ 210 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2550

อสังหาฯไทยเข้าขั้นโคม่า!
หวั่นดิ่งลงเหวสู่ยุควิปโยค

เส้นทางมรณะ "ธุรกิจอสังหาฯ ยุคลงคลอง" ปีหมูไม่ใช่หมูอย่างที่คิด พบกลุ่มตลาดอสังหาฯกลาง-เล็ก เริ่มจมกับคราบน้ำตา หลังยอดขายร่วงฮวบอย่างน่าตกใจ..ด้าน "รศ.ดร.สังศิต" ชงเรื่องแนวทางแก้ไข 5 มาตรการหวังกระตุ้นอสังหาฯหลุดจากโคลนตม...ส่วน "ตลาดบ้านมือสอง" เจอพิษตลาดบ้านใหม่ขย่มราคาสู้จนธุรกิจเป๋ หลายค่ายเร่งปรับกระบวนยุทธ์ก่อนสิ้นมาตรการปลายปี   

แม้ความเคลื่อนไหวทางด้านการเมืองจะมีแนวโน้มที่นิ่งขึ้นบางแล้วในระดับหนึ่ง แต่เชื่อว่าหลายธุรกิจยังคงหวั่นวิตกกังวลใจเช่นกันว่าต่อจากนี้ไปอะไรจะเกิดขึ้นบ้างในวันข้างหน้า อีกทั้งปัจจุบันสัญญาณร้าย "ยุควิกฤติ" กำลังเริ่มก่อหวอดหรืออาจกลับมาอีกครั้งเหมือนช่วงอดีตที่ผ่านมา เห็นได้จากหลายบริษัทที่ไม่แข็งแรงพอ เริ่มล้มหายตายจากไปจากธุรกิจก็มีเยอะ รวมถึงแนวโน้มการปิดตัวของโรงงานยังมีทีท่าว่าจะเริ่มทยอยปิดกันอย่างต่อเนื่องไม่เว้นแต่ละวัน 

จนอาจจะกลายเป็น "ไฟลามทุ่ง" ในไม่ช้าและไม่สามารถที่จะดับได้ ถ้าไม่รู้จักที่จะเตรียมรับมือหรือหาแนวทางแก้ไขปัญหาตั้งแต่เบื้องต้น อีกทั้ง "มหัตภัยร้าย" ที่อาจจะเป็นอีกหนึ่งเชื้อเพลิงที่ทำให้หลายธุรกิจต้องจมกับ "คราบน้ำตา" นั่นคือ "พิษเศรษฐกิจ-ความผันผวนของค่าเงินบาท" โดยปัจจัยลบตรงนี้ทำให้นักลงทุนบางท่านเริ่มถอยหลังดูความเคลื่อนไหวของตลาดก่อนการลงทุน

ไม่เว้นแม้กระทั่ง "ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์" ที่ปัจจุบันเริ่ม "โงหัวไม่ขึ้น" หลังจากเมื่อ 2 ปีที่แล้ว "ยิ้มรับทรัพย์" กันไปถ้วนหน้าทั้งรายเล็ก-กลาง-ใหญ่ แต่ตอนนี้ เหมือนทุกอย่างกำลังมืดมิด เพราะปัจจัยลบต่างๆ นาๆ กำลังโหมกระหน่ำจนบางบริษัทกว่าจะเอาหัวพ้นจากน้ำได้ต้องสำลักน้ำไปหลายอึกเลยทีเดียว 

...ปักษ์นี้ทีมข่าว "ตลาดวิเคราะห์" จึงอยากที่จะขอเปิดประเด็นความเคลื่อนไหวทำไมอสังหาฯ กำลังจะสู่ยุคดิ่งเหว และมีปัจจัยใดบ้างที่ทำให้แต่ละค่าย "กินไม่ได้คลายไม่ออก" รวมถึงอะไรที่น่าจะเข้ามากระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ให้กับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง พร้อมด้วยแฟ้มข้อมูลอันน่าตกใจในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครึ่งปีแรกทั่วประเทศที่ใครเห็นแล้วต้องตกใจ เพราะ "พิษเศรษฐกิจ" เริ่มที่จะกัดกินธุรกิจให้หยุดชะงักอย่างที่ใครหลายท่านอาจคาดไม่ถึง?

ปัจจัยลบฉุดทุกสิ่งหยุดชะงัก
หวั่นอสังหาฯเริ่มล้มไม่เป็นท่า

ปัจจุบันหลายท่านคงปฏิเสธไม่ได้ว่า "ยุคนี้คือยุคขึ้นเคียง" ที่ทุกธุรกิจพร้อมที่จะถูกเชือดได้ตลอดเวลา ถ้าไม่คิดที่จะเอาตัวรอดจากกลไกตลาดที่มากมายด้วยหลุมพราง ขณะเดียวกัน เกมการแข่งขันทางธุรกิจก็เช่นกัน ต้องรู้จักพลิกแพลงสถานการณ์ให้ตรงจุดและตรงเป้าหมาย ขืนพลาดท่ารับรอง "ล้มไม่เป็นท่า" แน่  
"ปัจจัยลบ" ก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่ทำให้ "ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์" เป็นธุรกิจหนึ่งที่ได้รับผลกระทบ และเมื่อธุรกิจได้รับผลกระทบ การแข่งขันชิงความเหนือชั้น ชิงความได้เปรียบก็เริ่มมีการก่อตัวขึ้นอย่างเป็นอัตโนมัติชนิดที่ว่า "ใครดีใครได้" และ "ใครช้ามีสิทธิ์พัง"

ปัจจุบันยังพบว่า แต่ละบริษัทเริ่มมีการนำเสนอสินค้าหลายรูปแบบออกมาสู่ตลาดมากมายเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งการออกสินค้าใหม่หรือโปรโมชั่นใหม่ๆ เพื่อมากระตุ้นยอดขายนั้น ถ้ามองให้ลึกเชื่อว่ามีทั้งผลดีและผลเสียควบคู่กันไป โดยผลดี คือ สินค้าโดนใจผู้บริโภค แต่ผลเสียอาจจะเป็นเพราะมีสินค้าตอบสนองมากจนผู้บริโภคไม่รู้จะเลือกอะไร จนทำให้การตัดสินใจในการเลือกซื้อที่อยู่อาศัยจึงช้าลง เพื่อต้องการรอสิ่งที่น่าจะจูงใจมากกว่านี้ออกมาสู่ตลาด เป็นต้น

ขณะเดียวกัน จากคำบอกเล่าของผู้ประกอบการทั้งหน้าใหม่หน้าเก่า ต่างออกมาให้ความเห็นถึงสถานการณ์อสังหาริมทรัพย์โดยรวมของปีนี้ว่า ปีนี้ถือว่าไม่ใช่ปีของธุรกิจอสังหาฯ อย่างเหมือนที่ผ่านๆ มา เพราะการเติบโตของธุรกิจนี้เป็นการเติบโตเพียงแค่บางกลุ่มเท่านั้น ไม่ใช่เติบโตแบบเส้นขนาน

นอกจากนี้ ตัวเลขยอดขายในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมาของหลายค่ายต่างลดลงอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการรายกลาง-รายเล็ก ที่พัฒนาโครงการรอบนอกเมือง ต่างได้รับอณิสงค์พิษภัยทางเศรษฐกิจและทางด้านการเมืองแบบเต็มๆ เรียกว่า จุกไปตามๆ กัน 

"การพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปัจจุบัน เริ่มเงียบไม่คึกคักเหมือนเมื่อช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ในทางกลับกัน พบว่า ปีนี้ผู้ประกอบการโครงการอสังหาริมทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ต่างทยอยเปิดตัวโครงการใหม่เป็นว่าเล่น โดยเฉพาะอสังหาริมทรัพย์ประเภทคอนโดมิเนียมที่ผุดกันจนชนิดเหมือนซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อให้คนรอซื้อเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ การเปิดขึ้นมามากอาจจะเกิดการโอเวอร์ซัพพลายในอนาคตข้างหน้าได้เช่นกัน"

...ในเมื่อตลาดคอนโดมิเนียมมีกระแสการตอบรับที่ดี ยอดขายพุ่งทะลุเพดาน กลุ่มที่อยู่อาศัยที่อาจจะ "น้ำตานอง" ได้คงหนี้ไม่พ้นผู้ที่พัฒนาโครงการในแนวราบ ที่ต้องหายุทธ์ศาสตร์ใหม่ๆ เพื่อช่วงชิงความเหนือชั้น ชิงความได้เปรียบให้ได้ นั่นก็หมายความว่า "สถานการณ์ในปัจจุบันเริ่มบีบบังคับให้ผู้ประกอบการต้องรู้จักความไม่ประมาทมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะอดีตอันปวดร้าวคือ บทเรียนราคาแพงที่ทุกคนต้องจดจำ"        

เปิดแฟ้ม'ศูนย์ข้อมูลอสังหาฯ'
ค่าธรรมเนียมซื้อ-ขายที่ดินลด

จากข้อมูลของ "ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์" ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ได้ระบุถึงข้อมูลค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศในครึ่งปีแรกปีนี้ พบว่า ทั้งมูลค่าและจำนวนรายลดลงแทบทุกภาค ในครึ่งปีแรกปีนี้ มีผู้ชำระค่าธรรมเนียมการซื้อขายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ทั่วประเทศ ทั้งสิ้น 418,323 ราย ลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2549 ที่มีจำนวน 437,417 ราย คิดเป็นค่าธรรมเนียมรวม 5,087 ล้านบาท ลดลง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2549 ที่มีค่าธรรมเนียมรวม 5,415 ล้านบาท

ซึ่งเมื่อย้อนไปเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า การซื้อขายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์เพิ่มขึ้นสูงสุดในปี 2548 โดยในปีดังกล่าว มีจำนวนผู้ชำระค่าธรรมเนียมทั้งสิ้น 907,428 ราย ค่าธรรมเนียมรวม 11,759 ล้านบาท แต่ในปี 2549 ปริมาณธุรกรรมชะลอตัวลง จำนวนผู้ชำระค่าธรรมเนียมลดลงเหลือ 835,152 ราย และค่าธรรมเนียมรวมเหลือ 11,102 ล้านบาท

เมื่อจำแนกค่าธรรมเนียมเป็นรายภาค พบว่า มูลค่าลดลงเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ค่าธรรมเนียมในภาคเหนือและภาคตะวันออก ลดลงมากที่สุดภาคละ 9% กรุงเทพฯและปริมณฑล ลดลง 7% ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลดลงภาคละ 5% ขณะที่ภาคใต้เพิ่มขึ้น 6% โดยจังหวัดสุราษฎร์ธานีเก็บค่าธรรมเนียมในครึ่งปีแรก 2550 เพิ่มขึ้นจากครึ่งปีแรก 2549 มากกว่า 50% จากการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทต่างๆ ในพื้นที่เกาะสมุย

สำหรับจังหวัดที่มีมูลค่าค่าธรรมเนียมซื้อขายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มากที่สุด 5 อันดับแรก คือ กรุงเทพฯ 1,646 ล้านบาท (คิดเป็นสัดส่วน 32% ของมูลค่าค่าธรรมเนียมทั้งประเทศ) นนทบุรี 342 ล้านบาท ชลบุรี 300 ล้านบาท ปทุมธานี 287 ล้านบาท และสมุทรปราการ 281 ล้านบาท

ส่วนจังหวัดที่มีมูลค่าค่าธรรมเนียมซื้อขายที่ดินและอสังหาริมทรัพย์มากที่สุด ในแต่ละภาคตามลำดับมีดังนี้ ภาคเหนือ เชียงใหม่ 186 ล้านบาท ภาคกลาง อยุธยา 95 ล้านบาท ประจวบคีรีขันธ์ 77 ล้านบาท ฉะเชิงเทรา 77 ล้านบาท ภาคตะวันออก ชลบุรี 300 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 70% ของทั้งภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นครราชสีมา 96 ล้านบาท รองมาคือ ขอนแก่น 63 ล้านบาท ภาคใต้ สุราษฎร์ธานี 118 ล้านบาท ตามด้วยภูเก็ต 107 ล้านบาท

อีกทั้งจำนวนรายผู้ชำระค่าธรรมเนียมฯ ในแต่ละภาคลดลง โดยภาคตะวันออกเป็นภาคที่จำนวนผู้ชำระค่าธรรมเนียมฯ ลดลงมากที่สุดถึง 14% รองลงมาคือ กรุงเทพฯและปริมณฑล ลดลง 8% ภาคเหนือ ลดลง 5% ภาคกลางและภาคใต้ ลดเพียง 1% ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือทรงตัว นอกจากนี้ กรุงเทพและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีมูลค่าต่อรายสูงขึ้น ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีมูลค่าต่อรายลดลง

5มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ
ทางรอดที่มีขวากหนามกั้น

จากปัจจัยลบที่ทำให้หลายธุรกิจเริ่ม "ยืนไม่นิ่ง" มีการหยุดชะงักบ้าง ส่งผลให้หลายฝ่ายต่างได้มองเห็นว่าการเติบโตของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับภาคเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งถ้าสามารถนำพาภาคธุรกิจอสังหาฯ ให้ฟื้นได้กลไกลทางเศรษฐกิจน่าที่จะกระเตื้องขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เพราะหลายฝ่ายต่างเชื่อว่าธุรกิจอสังหาฯ จะเป็นหัวจักรใหญ่ในการขับเคลื่อน "ธุรกิจไทย" ที่ "ติดโคลนตม" ให้หลุดพ้นได้อย่างแน่นอน 

และในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ความพยายามของหลายฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และหน่วยงานราชการ ต่างต้องการที่จะให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาฯ ให้กลับมาพลิกฟื้นอีกครั้ง หลังจากที่เศรษฐกิจไทยยิ่งทรุดหนักลงเรื่อยๆ ปัจจัยดังกล่าวทำให้ธุรกิจภาคอสังหาฯ ยิ่งเลวร้ายลงไปทุกวัน อาจจะเรียกได้ว่า กำลังหายามาสมานแผลก็ว่าได้ เพราะธุรกิจนี้ถือเป็นธุรกิจใหญ่ถ้ารู้จักวิธีการสมานแผล โอกาสแผลที่เรื้อรังอาจจะหายขาดหรือเกิดปาฏิหาริย์ขึ้นก็ได้

ด้วยเหตุนี้เอง ส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมา ทางด้าน รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานคณะกรรมาธิการการคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน ได้มีแนวคิดที่จะผลักดันมาตรการช่วยเหลือภาคอสังหาฯ เพื่อหวังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอีกตัวหนึ่ง

โดยรศ.ดร.สังศิต มีแนวคิดที่จะเห็นการแก้ไขมาตรการดังนี้ 1.การปลดล็อกบัญชีรายชื่อลูกหนี้เสียสถาบันการเงินในเครดิตบูโร (แบล็กลิสต์) ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 15 ล้านบัญชี หรือ 11 ล้านคน มูลค่าสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท 2.กฎหมายผังเมือง ที่มีบ้างมาตราที่ไม่เหมาะสมกับภาวะความเป็นอยู่หรือภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน 3.กฎหมายควบคุมอาคาร บางมาตรา เช่น การบังคับให้มีที่จอดรถตามสัดส่วนการก่อสร้างทำให้ราคาห้องชุดสูงขึ้น เป็นต้น

4.อาคารสร้างค้างในช่วงก่อนวิกฤติที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) หรือทรัพย์สินรอการขาย (NPA) จำนวนกว่า 280 อาคาร รัฐบาลควรออกนิรโทษกรรมให้สามารถนำมาพัฒนาต่อได้ อาคารใดที่ใบอนุญาตยังไม่หมดอายุก็ให้สามารถพัฒนาต่อได้ แต่จะต้องให้ในราคาประเมินใหม่ไม่ใช่ราคาตามประมูลหนี้ หรือในส่วนที่ใบอนุญาตหมดอายุ รัฐอาจเข้าไปพัฒนาเองเพื่อใช้เป็นศูนย์ราชการ โดยให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้บริหารอาคารเพราะในจำนวนนี้มีกว่า 200 อาคารที่มีการก่อสร้างฐานรากเสร็จซึ่งถือว่ามีมูลค่ามหาศาล
และ 5.ควรแก้ไขข้อกำหนดของบ้าน BOI (บ้านราคาถูก) ที่ใช้มานานถึง 14 ปี เนื่องจากในภาวะปัจจุบันการก่อสร้างบ้านมีต้นทุนเพิ่มมากขึ้น การสร้างบ้านให้อยู่ในเกณฑ์ราคา 6 แสนบาททำได้ยาก ควรจะขยายเพดานเป็น 8 แสนบาทหรือในระดับราคาที่เหมาะสม

"สำหรับการแก้ไขกฎหมายนั้นจะไม่ใช่วิธีแก้ทั้งฉบับ เพราะต้องใช้เวลานาน แต่จะแก้ในบางข้อหรือบางมาตราเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว กฎหมายบางข้อสามารถออกเป็นข้อกำหนดได้ อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะสามารถเริ่มดำเนินการได้ก่อนคือ การแก้ไขแบล็กลิสต์"      

บ้านมือ2ดิ้นสุดชีวิต
ปรับกลศึกก่อนสิ้นมาตรการ

..."บ้านมือสอง" ถือเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่เผชิญกับ "วิบากกรรม" ทางเศรษฐกิจเช่นเดียวกัน ซึ่งก่อนหน้าที่ก็เคยดิ้นกันสุดตัวเพื่อต้องการให้ภาครัฐออกมาตรการมาเกื้อหนุนธุรกิจ โดยทางภาครัฐก็ได้มีมาตรการให้สำหรับธุรกิจกลุ่มนี้ด้วยค่าธรรมเนียมจดจำนอง 1% เหลือ 0.01% ทั้ง 2 รายการ ที่กำลังจะสิ้นสุดลงสิ้นเดือนธันวาคมนี้ และนอกจากมาตรการที่ทางภาครัฐได้ออกมาให้กับธุรกิจบ้านมือสองแล้ว ในเรื่องของการจัดกิจกรรมการตลาดของธุรกิจนี้ก็มีอยู่อย่างต่อเนื่อง เพราะมาตรการดังกล่าวไม่ได้กระตุ้นกำลังซื้อมากเท่าที่ควร นั่นก็หมายความว่า "สถานการณ์ตลาดบ้านมือสอง" ไม่น่าที่จะแตกต่างกับ "สถานการณ์อสังหาริมทรัพย์" โดยรวม ที่ติดอยู่ในโคลนตม

"ตลาดบ้านมือสองในปัจจุบันถือได้ว่าถูกลูกหลงจากบ้านใหม่ที่กำลังขย่มราคาขายลดกระหน่ำจนบ้านมือสองพลอยได้รับกรรมไปด้วย เพราะราคาขายไม่ต่างกันมากนัก ทำให้คนจึงหันมาซื้อบ้านมือสองลดน้อยลง ตรงนี้น่าจะเป็นตัวแปรที่ทำให้ตลาดบ้านมือสองช่วงโค้งสุดท้ายปีนี้น่าที่จะมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น"

จะเห็นได้ว่า "บ้านมือสอง" ถือเป็นตลาดที่ใหญ่ตลาดหนึ่งที่มีสินทรัพย์รอการขายในตลาดจำนวนมาก ซึ่งจากตัวเลขของสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ พบว่า ปัจจุบันมีสต็อกบ้านมือสองอยู่ในตลาดมากกว่า 3 แสนหน่วย ขณะที่จำนวนทรัพย์มือสองฝากขายผ่านเว็บไซต์ของศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ปัจจุบันมีประมาณ 2 แสนรายการ มีทั้งทรัพย์มือสองที่เป็นที่อยู่อาศัย และที่เป็นที่ดินเปล่า แบ่งเป็นในกรุงเทพฯ และปริมณฑลกว่า 7 หมื่นรายการ ภาคกลาง 2.2 หมื่นรายการ ภาคเหนือ 2.6 หมื่นรายการ ภาคใต้ 1.8 หมื่นรายการ ภาคอีสาน 3.7 หมื่นรายการ

"สินทรัพย์ทั้งหมดนี้ หากมีการซื้อขายเปลี่ยนมือกันมากขึ้น คาดว่าน่าจะสร้างเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจอย่างมาก แต่ที่ผ่านมากลับพบว่า ระบบการซื้อ-ขายบ้านมือสอง ยังคงเป็นการซื้อ-ขายกันเองระหว่างเจ้าของบ้านและผู้ซื้อ อีกทั้งค่านิยมของคนไทยที่ยังให้ความสำคัญกับบ้านใหม่มากกว่าบ้านมือสอง จึงทำให้ตลาดบ้านมือสองจึงมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจน้อยมาก"

...และด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นตัวบีบบังคับให้ต้องหาทางรอด "บรรดาโบรกเกอร์" ทั้งหลายในตลาดกลุ่มนี้ ต่างพยายามหาช่องทางตลาดเพื่อให้สอดรับกับตลาดในปัจจุบันนี้ เห็นได้จากเริ่มมีการร่วมมือระหว่างบริษัทพัฒนาที่ดินรายใหญ่ที่มีสต็อกบ้านที่ยังขายไม่ออกอยู่ในมือจำนวนมาก โดยบริษัทพัฒนาที่ดินจะส่งต่อให้โบรกเกอร์เข้ามารับช่วง เพื่อหวังต้องการลดภาระสต็อกในมือให้เบาลง เป็นต้น

นับว่าปัจจุบันด้วย "ภาวะที่ตรึงเครียด" บวกกับ "ปัจจัยลบรอบด้าน" หนทางที่ผู้ประกอบการทั้งหลายต้องเจอต่อจากนี้ไปคงไม่ใช่งานง่ายอย่างแน่นอน อาจจะเหมือนการ "เข็นครกขึ้นภูเขา" ที่ต้องระแวดระวังภัยตลอดเวลา เพื่อพยุงธุรกิจให้ถึงเป้าหมายที่วางไว้

...นาทีนี้ใครที่ว่าแข็ง ใครที่ว่าแกร่ง ถือว่าช่วงนี้แหล่ะคือ "เวลาแห่งการปราบเซียน" และต่อจากนี้ไปคุณจะรู้ว่าของจริงคือใคร?..