198, 199, 200, 201, 202 ,203, 204 ,205, 206, 207, 208, 209, 210, 211, 212, 213, 214, 215, 216, 217, 218, 219, 220, 221, 222, 223, 224, 225, 226

ฉบับที่ 227 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2551

ตายไม่ตายสมุนไพร
ในระบบเครือข่าย

ตรวจสอบตลาดเครื่องดื่มสมุนไพรในระบบเครือข่ายยังไปได้หรือไม่ หลังค่ายโสมเกาหลีเกิดวิกฤติภายในเมื่อเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้แฟนคลับฉบับสมุนไพรใจคอไม่ค่อยดี จับตาสินค้าสมุนไพรขวดเล็กมาแรง “หมอเส็ง, เจริญโอสถฯ และมิทเชลล์ฯ ยอดขายพุ่งสุดขีด ศึกชี้ขาดตลาดแข่งเดือด “โสมคน-โสมจีน ซานชี” คมเฉือนคม 2 ค่ายนี้ใครจะเข้ามาเสียบแชมป์แทนโสมเกาหลี... “จุดชี้ขาด” ต้องวัดกันที่กึ๋น และใจผู้บริหารเป็นสำคัญ

หากกล่าวถึงบริษัท รอยัล เฮลธ์แคร์ จำกัด หรือโสมเกาหลีตังกุยจับ ต้องยอมรับว่า ในช่วง 5-6 เดือนมานี้ กระแสค่อนข้างจะเงียบหายไปจากวงการเลยทีเดียว บ้างก็สงสัยว่า ค่ายนี้ล้มพับไปแล้วหรืออย่างไร ถึงได้เงียบหายไปเฉยๆ
ถ้าจะวิเคราะห์ให้เกิดความกระจ่าง ก็น่าจะสรุปได้ดังนี้ คือ สินค้าโสมเกาหลียังไม่ตายไปจากวงการขายตรงไทย แต่บริษัท รอยัล เฮลธ์ แคร์ จำกัด ก่อเกิดปัญหาภายใน จนไม่สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้โดยตรง เนื่องจากอดีตผู้บริหารของบริษัทดังกล่าว ได้มีการฟ้องร้องเป็นคดีความต่อกัน
จึงทำให้เจ้าของโสมเกาหลีฯ ตัดปัญหา ด้วยการไปเปิดบริษัทขายตรงขึ้นมาใหม่ คือ บริษัท พอลลีน่า จำกัด โดยย้ายสำนักงานไปอยู่ที่ ซีรีอู๊ด พลาซ่า ใช้สินค้าโสมเกาหลี ซึ่งเปลี่ยนขวดให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ขายในราคาขวดละ 2,500 บาท เพื่อสกัดแก๊งขายตัดราคาในท้องตลาด และยังมีเครื่องสำอางเป็นอาวุธหลักในการรบพุ่ง  
แต่ก็น่าเสียดาย ที่ผู้บริหารคนปัจจุบัน ซึ่งนำโดย  “พิศาล กิจอิทธิ” ปิดตัวเงียบ เหมือนประเทศจีนเมื่อ 10-15 ปีก่อน ที่ไม่ยอมออกมาแสดงจุดยืนให้สังคมได้รับรู้ความเคลื่อนไหว สังคมจึงเกิดข้อสงสัยไปต่างๆ นานา  
อาจเป็นเพราะว่า “พิศาล กิจอิทธิ” มีความเชื่อมั่นในตัวเองว่า จะสามารถนำพาเรือลำใหม่ในนาม “พอลลีน่า” ฝ่ากระแสวิกฤติตรงนี้ไปได้  ก็อีกนั่นแหละยุคนี้สมัยนี้ การแข่งขันมันไม่ง่ายเหมือนเมื่อในอดีตที่ผ่านมา  

เปิดตำนานสมุนไพร
ในระบบขายตรง 
ถ้าจะว่าไปแล้วเครื่องดื่ม หรือยาสมุนไพรที่เข้ามาในระบบขายตรง โสมเกาหลีตังกุยจับ ไม่ใช่ค่ายแรกที่สร้างตำนานนี้ แต่โสมเกาหลีเป็นค่ายที่สร้างความกระหึ่มลืมโลกให้กับสมุนไพรน้ำดำมากที่สุด
เพราะเมื่อ 7-8 ปีที่ผ่านมา ผู้เปิดตำนานสมุนไพรในระบบเครือข่าย ก็คือ บริษัท กราฟเธอร์ จำกัด ค่ายนี้ถือเป็นเจ้าตำรับที่นำสินค้าน้ำดำในนาม “เซียมย้งเจ็ง” เข้ามาเขย่าตลาดขายตรงจนมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุดในยุคนั้น ว่ากันว่า บริษัท กราฟเธอร์ ในสมัยที่รุ่งเรืองสุดขีด สามารถทำยอดขายสูงสุดได้วันละเกือบ 20 ล้านบาทเลยทีเดียว 
ทำให้วงการขายตรงตื่นตัวเป็นอย่างมาก ในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มี บริษัท โกลด์ แคทส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด นี่ก็ได้นำสมุนไพรน้ำดำเข้ามาทำตลาดภายใต้แบรนด์ “เคี่ยงเซียมเจ็ง” มียอดขายในช่วงพีคสุดๆ เดือนละ 50-60 ล้านบาท จะเรียกว่า 2 บริษัทนี้ คือ ผู้จุดกระแสรุ่นบุกเบิกตลาดสมุนไพรน้ำดำในระบบเครือข่ายก็ไม่ผิด

เกิดแฟชั่นสมุนไพรยอดฮิต
ขายตรงน้ำดำติดชาร์ทร้อนแรง
จนเกิดการเลียนแบบกันขึ้นมากมาย  หลัง บริษัท กราฟเธอร์ จำกัด ล่มสลายไปได้ไม่นาน จะด้วยปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ ค่ายโสมเกาหลีตังกุยจับ หรือบริษัท รอยัล เฮลธ์แคร์ จำกัด ก็ขึ้นมาสร้างความยิ่งใหญ่แทนที่
ในช่วงเวลาที่ไล่เลี่ยกันนี้เอง ก็มีบริษัทขายตรงที่ขายสมุนไพรน้ำดำเกิดขึ้นอีกมากมาย อาทิ บริษัท แสง
สุริยะฉัตรฯ หรือหมอเส็ง นี่ก็ขาย “ว่านชักมดลูก” จนโด่งดังเป็นพลุแตก  
ขณะที่ บริษัท เจริญโอสถฯ นี่ก็ขายสมุนไพรน้ำดำ “โหย่งเหิง” ในยุค 3-4 ปีที่ผ่านมา แบรนด์นี้กระแสแรงมาก นอกจากนี้ก็มีนับสิบๆ บริษัทที่เดินตามกันเป็นพรวน จนกลายเป็นแฟชั่นสมุนไพรน้ำดำยอดฮิตติดชาร์ทอันดับต้นๆ   
ถ้าจะว่าไปแล้ว ค่ายขายตรงน้องใหม่ในช่วง 4-5 ปีก่อน โดยเฉพาะค่ายที่ใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่ จะต้องขายสินค้าสมุนไพรน้ำดำเท่านั้น ถึงจะสร้างกระแสเป็นที่ยอมรับได้ แม้แต่บริษัทขายตรงข้ามชาติอย่าง
โมรินด้า ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น บริษัท ตาฮิเตี้ยนโนนิฯ ก็ยังเอาสมุนไพรลูกยอเข้ามาทำตลาดขายตรงในไทย ยอดขายถล่มทลายเช่นกัน รวมไปถึงโนนิของ บริษัท สุพรีเดอร์มฯ นี่ก็แห่กระแสน้ำลูกยอได้ร้อนแรงไม่ใช่ย่อย
จนเกิดกระแสเลียนแบบมากมาย ในที่สุดตลาดน้ำลูกยอหรือโนนิก็แทบจะตายไปจากวงการขายตรงไทยเลยทีเดียว เพราะในตลาดผลิตออกมาขายตัดราคากันเพียงขวดละ 70-100 บาทเท่านั้นเอง

น้ำดำขวด 3พันขายฝืด
โสมฯ ขย่มด้วยราคาไม่ถึงพัน
ขณะที่ค่ายโสมเกาหลีในยุคนั้น คงมองเห็นช่องว่างตรงนี้ ก็เลยผลิตสินค้าซึ่งมีขนาดบรรจุที่เล็กกว่าคู่แข่ง คือ 550 ซีซี. ยุคแรกขายขวดละ 750 บาท ปรากฏว่า กระแสตอบรับแรงกว่าทุกค่ายที่ขายสมุนไพรน้ำดำด้วยกัน
เนื่องจากราคาโสมเกาหลีโดนใจผู้บริโภค เพราะสามารถเข้าถึงกลุ่มรากหญ้าได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อบริษัทขายตรงที่ขายกันในราคาขวดละเกินกว่า 2,500 บาท เป็นอย่างมาก
ขณะที่ บริษัท พีบีดี จำกัด, บริษัท คิงเฮิร์บฯ นี่ก็เป็นจ้าวสมุนไพรพลูคาว และ บริษัท มิทเชลล์ฯ จ้าวสมุนไพรโปรไบโอติก บริษัทเหล่านี้ขายกันในราคาขวดละไม่เกิน 1,000 บาท ทำให้ยอดขายถล่มทลายเช่นกัน
ส่งผลกระทบต่อยอดขายของ บริษัท กราฟเธอร์ จำกัด, บริษัท โกลด์ แคทส์ฯ บริษัท แสงสุริยะฉัตร หรือหมอเส็ง, บริษัทเจริญโอสถฯ ซึ่งเป็นครองส่วนแบ่งสมุนไพรน้ำดำในราคาขวดละเกือบ 3 พันบาทไปไม่น้อย  

มิทเชลล์-หมอเส็ง-เจริญโอสถฯ
พลิกเกมทันส่งขวดเล็กถล่มตลาด
สงครามสมุนไพรน้ำดำในระบบเครือข่ายต่างก็ห้ำหั่นกันอย่างเมามัน หลังค่ายโสมเกาหลีใช้สงครามราคาทุบตลาดจนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งยวด
ส่งผลให้บริษัทหมอเส็ง (ว่านชักมดลูก), บริษัท มิทเชลล์ฯ (พิ้งค์ เลดี้) และ บริษัท เจริญโอสถฯ (โหย่งเหิง) ที่ครองส่วนแบ่งตลาดสมุนไพรน้ำดำมากที่สุด พลิกเกมเล่นใหม่ทั้งหมด ด้วยการออกสินค้าขวดเล็กขนาดบรรจุ 150-300 ซีซี ขายราคาขวดละ 30- 300 บาท 
ด้วยกลไกดังกล่าว ทำให้ค่ายหมอเส็งมียอดขายพุ่งพรวด เฉพาะสมุนไพรขวดเล็กเดือนละเป็นล้านๆ ขวด ขณะที่มิทเชลล์ฯ นี่ก็มียอดขายพุ่งกระฉูด ปัจจุบันอยู่ที่เดือนละ 60-80 ล้านบาท ส่วนเจริญโอสถฯ  ก็ไม่น้อยหน้า สามารถพลิกสถานการณ์ได้ไม่แพ้กัน นับตั้งแต่ทำโหย่งเหิงขวดเล็กส่งผลให้ยอดขายพุ่งขึ้นเดือนละเกือบ 100 ล้านบาท
ขณะที่ บริษัท กราฟเธอร์ จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าตำรับสมุนไพรน้ำดำในระบบเครือข่าย ปัจจุบันน่าจะปิดฉากไปเรียบร้อยแล้ว “อารักษ์ ประยูร อนุเทพ” จึงแก้เกมด้วยการเปิดบริษัทขายตรงขึ้นมาใหม่ นั่นคือ บริษัท กรีนแกรนด์ จำกัด  โดยใช้ “โสมคน” ขวดเล็กขนาดบรรจุไม่เกิน 500 ซีซีเข้ามาชิงตลาดในราคาขวดละ 1,000 บาทต้นๆ
ส่วน บริษัท โกลด์ แคทส์ฯ เวลานี้อยู่ระหว่างปรับตัวครั้งใหญ่ คาดว่า อีกไม่นานนี้น่าจะเข็นสินค้าสมุนไพรน้ำดำขวดเล็กออกมาเขย่าตลาดขายตรงเช่นกัน 

ตลาดสมุนไพรขายตรง
ปีละเกือบ 5 พันล้านบาท
ต้องยอมรับว่า นับตั้งแต่ค่ายโสมเกาหลีเกิดอาฟเตอร์ช็อกเป็นต้นมา ทำให้ตลาดสมุนไพรในระบบเครือข่ายค่อนข้างชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด ที่แน่ๆ  ยอดขายที่โสมเกาหลีเคยทำไว้ก่อนจะล่มสลายปีละเกือบ 2,000 ล้านบาท เม็ดเงินส่วนนี้ได้หายวับไปกับตา
อย่าลืมนะว่า ตลาดสมุนไพรในระบบขายตรงช่วงปี 2549-2550 น่าจะอยู่ที่ 4,500-5,000 ล้านบาท โสมเกาหลีเพียงค่ายเดียวก็กวาดยอดขายไปเกือบครึ่ง ที่เหลือก็เป็นค่ายหมอเส็งนี่ก็มียอดขายปีละเป็นพันล้านบาท, ค่ายเจริญโอสถฯ มียอดขายปีละ 700-800 ล้านบาท บริษัท มิทเชลล์ฯ ปีละเกือบ 1,000 ล้านบาท บริษัท พีบีดี มียอดปีละ 300 ล้านบาท และอื่นๆ อีกกว่า 20 บริษัท ที่ใช้สมุนไพรน้ำดำเป็นจุดขาย   
ใครจะคิดล่ะว่า ค่ายโสม เกาหลีที่เคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรไร้เทียมทานในยุคหนึ่ง วันดีคืนดีแทบจะล่มสลายอย่างไม่เป็นท่า อย่าลืมนะว่า สมาชิกของโสมเกาหลี ที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศมีกว่า 3 ล้านรหัส เมื่อต้องมาเจอกับสภาพอย่างนี้ เป็นใครใจก็ต้องฝ่อด้วยกันทั้งนั้น
ที่แน่ๆ หัวจิตหัวใจของคนพวกนี้ แม้จะโยกย้ายไปอยู่ค่ายอื่น แต่คนส่วนใหญ่ก็มีหัวใจที่ไม่เต็มร้อยเหมือนดังเดิม หลายคนยังทำใจไม่ได้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนั้น 
เพราะต่างก็เคยวาดฝันไว้ว่า จะฝากอนาคตไว้ที่นี่ แต่ในที่สุดฝันก็ดับสลายไปต่อหน้าต่อตา ส่งผลให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยขยาดกับสินค้าประเภทสมุนไพรน้ำดำอย่างน่าเสียดาย 
ที่สำคัญ ยังเกิดคำถามตามมาอีกว่า ค่ายยักษ์ใหญ่อย่างโสมเกาหลียังล่มสลายได้ แล้วค่ายอื่นๆ ที่ขายสมุนไพรล่ะ จะอยู่ไปได้นานสักแค่ไหน เมื่อผู้คนมีแต่คำถาม ก็เลยไม่ค่อยกล้าที่จะเข้าไปร่วมธุรกิจกับบริษัทที่ขายเครื่องดื่ม หรือยาสมุนไพร โดยเฉพาะค่ายใหม่ที่ยังไม่มีต้นทุนทางสังคมมาก

จับตา 2 ค่ายสมุนไพรโสม
จะพลิกผันเกมรบได้หรือไม่     
เมื่อตลาดสินค้าสมุนไพรค่อนข้างชะลอตัว แม้ค่ายยักษ์ใหญ่ระดับ 4-5 ค่ายจะไม่ส่งผลกระทบมากนัก แต่ค่ายน้องใหม่ก็ไม่ง่ายที่จะเข้ามาสอดแทรกในตลาดน้ำดำในระบบขายตรงไทย อย่าง “โสมคน” ของ บริษัท กรีนแกรนด์” หรือ “โสมจีน” ซานซี ของบริษัท TKL จับตาดูให้ดีๆ ลึกๆ ยาวๆ ว่าทั้ง 2 ค่ายนี้มีดีอะไรเป็นพิเศษหรือไม่อย่างไร
ด้วยเป้าหมายของทั้งคู่ ต้องการเข้ามาชิงจ้าวตลาดแทนโสมเกาหลีให้ได้ภายใน 2-3 ปีนี้ รายการนี้ผู้บริหารจะต้องชิงไหวชิงพริบกันหนักหน่อย
เพราะลำพังแค่อาศัยคำว่า สินค้าของตนเองดีอย่างเดียว ย่อมไม่มีพลังเพียงพอที่จะกระชากใจ ชี้เป็นชี้ตายสยบคู่แข่งเบ็ดเสร็จเด็ดขาดได้ เพราะสินค้าน้ำดำในระบบเครือข่าย ปัจจุบันมีกว่า 20 บริษัท ทุกค่ายต่างก็ว่าของตนเองสุดยอดทั้งสิ้น 
เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่ “จุดชี้ขาดแน่” ฉะนั้น ผู้บริหารจำเป็นจะต้องใช้พลังลมปราณมากเป็นพิเศษ เพื่อผลักดันให้ “โสม” ของตนเองผงาดขึ้นมาในระดับแถวหน้า
ที่สำคัญ ผู้บริหารของ 2 ค่ายนี้ ถ้าค่ายไหนไม่สวมหัวใจมังกร กินอุ้งตีนหมี และดีไดโนเสาร์ หรือพูดง่ายๆ เกมแข่งขันไม่เฉียบขาด ไม่ล้ำลึก ไม่แหลมคม ไม่เข้าตากรรมการ ก็ย่อมจะสร้างความผงาดให้กับตัวเองได้ยาก  
ที่แน่ๆ ถ้า “TKL” และ “กรีน
แกรนด์” ไม่สามารถเดินเกมการตลาดแบบทะลุทะลวงได้ ผลักดันคำว่า “โสมคน” และ “โสมจีน” ให้เข้าไปนั่งอยู่ตรงกลางใจผู้คนแทน “โสมเกาหลี” ได้ ในที่สุดก็จะกลายเป็นแค่ค่ายขายตรงแคระแกร็นไปอย่างน่าเสียดาย    
ฉะนั้น ทางรอดของค่ายสมุนไพรน้ำดำในระบบเครือข่ายทั้งระบบ โดยเฉพาะค่ายใหม่ๆ ที่ยังไม่ใหญ่มากนัก ผู้บริหารจะต้องตั้งสติให้ดีๆ อย่าไปคิดว่า ผู้บริโภครู้ไม่เท่าทัน
เพราะหลายบริษัทที่ล้มเหลว เนื่องจากผู้บริหารอ่านใจผู้บริโภคสินค้าของตัวเองไม่ทะลุปรุโปร่ง มองเห็นแค่แคบๆ ไม่ได้มองลึกไปถึงโครงสร้างทั้งระบบว่าเส้นทางเดินสินค้าของตัวเองจะขยายตลาดไปอย่างไรบ้าง จะไปสิ้นสุด ณ ที่ตรงไหน หรือพูดง่ายๆ ก็คือ อ่านใจผู้ใช้ได้ไม่ขาดนั่นเอง   

กรณีศึกษายักษ์สมุนไพร
ใช้ขวดเล็กลุยตลาดยอดทะลัก
นักบริหารที่จะสามารถ “พลิก หัวใจ” ผู้บริโภคให้มาจงรักภักดีต่อแบรนด์ของตนเองได้อย่างมั่นคงถาวร จะต้องออกสินค้าที่ราคาไม่เอาเปรียบสมาชิกมากเกินไป เราต้องสร้างกลไกในเรื่องราคาให้ซื้อง่ายขายคล่อง แต่คุณภาพต้องคงไว้ 
ดูยักษ์ใหญ่สมุนไพรไว้เป็นกรณีศึกษาอย่างค่ายหมอเส็ง ที่ขายว่านชักมดลูก ยาบำรุงร่างกาย ยอดขายยังถล่มทลาย บริษัท เจริญโอสถฯ ที่ขายสมุนไพรโหย่งเหิง หรืออย่างบริษัท มิทเชลล์ฯ ที่ขายสมุนไพรอายูร่า ไวแลค และ พิ้งค์ เลดี้ นี่ก็ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า
เป็นเพราะว่า บริษัทเหล่านี้ต่างก็ออกสินค้าน้ำดำ เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคในราคาหลายเวอร์ชั่น ให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกซื้อหานั่นเอง โดยออกสินค้าขวดเล็กราคาขวดละไม่กี่สิบกี่ร้อยบาท ผู้บริโภคซื้อง่ายขายคล่อง อย่างน้อยชาวบ้านก็ได้ทดลองใช้สินค้า เมื่อใช้ดีแล้วจึงบอกต่อแบบปากต่อปาก ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง    
แม้หลายค่ายจะอ้างว่าสินค้าของตนเองดีเลิศอย่างไรก็ตาม แต่เข้าไม่ถึงผู้บริโภคเพราะราคาแพงจนเกินไป ในที่สุดก็ไปไม่รอดอยู่ดี มาถึงตรงนี้พอก็จะมองเห็นจุดอ่อนจุดแข็งได้ชัดมากขึ้นว่า กลไกการตลาดของสมุนไพรน้ำดำในระบบขายตรงไทยได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง 

ทางรอดสมุนไพรขายตรง
ต้องเปลี่ยนกลไกตลาดใหม่ 
ฉะนั้น นักการตลาดที่ดีจะต้องคำนึงถึงความต้องการของผู้บริโภคเป็นหลัก ไม่ใช่ไปคำนึงถึงตัวเองเป็นที่ตั้ง ไม่ได้มองว่า ผู้บริโภคเขามีทางเลือกหลายช่องทาง อย่างที่กล่าวมาแล้วนั้น บริษัทขายตรงที่ขายสมุนไพรน้ำดำปัจจุบันมีกว่า 20 บริษัท และที่เกิดขึ้นมาใหม่อีกไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ กลไกการตลาดมีการแข่งขันที่สูง ผู้บริโภคมีสิทธิ์ที่เลือกใช้บริการ 
อย่าลืมนะว่า ทุกบริษัทที่นำสมุนไพรเข้าสู่ระบบขายตรง ต่างก็พูดว่า สินค้าของตนเองสุดยอด เป็นที่หนึ่งด้วยทั้งสิ้น แต่ในสายตา และอารมณ์ร่วมของแม่ทีม ส่วนใหญ่อยู่ที่ผลประโยชน์หรือผลตอบแทนแทบทั้งสิ้น
ถ้ารายได้มันไม่เอื้อกับราคาสินค้า และเมื่อเขาเดินจากค่ายนั้นไป เขาก็จะโจมตีค่ายเดิมว่า สินค้าเฮงซวย เจ้าของห่วยแตกอยู่วันยันค่ำ แม้ก่อนหน้านี้จะเคยชื่นชมสินค้าบริษัทเก่าก็ตาม พอเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด
เมื่อความจริงมันเป็นอย่างนี้ ก็อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่า สินค้าตัวเองจะดีเลิศถึงเพียงนั้น ถึงขั้นไม่ยอมเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์แบรนด์ของตัวเอง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค คือ การซื้อง่ายขายคล่องเพื่อเป็นใบเบิกทาง   
ฉะนั้น  ถ้าค่ายสมุนไพรน้ำดำไม่สามารถเข้าไปอยู่ในกลางใจของผู้บริโภคได้ในปริมาณที่มากพอ เพราะมีอุปสรรคทางด้านราคาสินค้าเป็น
กำแพงขวางกั้น ก็คงป่วยการที่จะสร้างตำนานให้ธุรกิจของตนเองยิ่งใหญ่ต่อไปได้