เอาไปเลย6ล้านเสียง
แลกตั้งกรมขายตรง
นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทยพูดติดตลก หากรัฐบาลสานฝันคนเครือข่ายได้สำเร็จ "เอาไปเลย 6 ล้านเสียง" แลกการจัดตั้งกรมการขายตรง หลังรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี"สาทิตย์ วงศ์หนองเตย"รับลูก พร้อมรับปากที่จะช่วยผลักดัน"แยกขายตรงเป็นเอกเทศ" พร้อมหนุนแก้ไขกฎหมายขายตรงและตลาดแบบตรง ยกระดับอุตสาหกรรมขายตรงไทย ให้ได้รับการยอมรับจากประชาชน ด้านเอกชนประสานเสียงกึกก้อง ระบุแค่รัฐบาลแสดงเจตนาส่งเสริมอย่างจริงจัง ก็สอบผ่านใจคนขายตรงแล้ว
แม้ว่า จะเป็นความฝันลมๆแล้งๆ มาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามามีอำนาจ ก็ยังไม่เคยได้รับสนใจใยดีจากรัฐบาลใดๆเลย ในการแก้ไขปัญหาของคนขายตรง...ผิดกับรัฐบาลนี้ ที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี และมีชื่อนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มีบทบาทหน้าที่ในการกำกับและดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อันเป็นหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่กำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง ที่ได้ให้ความสนใจกับการแก้ไขปัญหาของคนขายตรงอย่างที่ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน
เห็นได้จาก การที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย"ได้เริ่มให้ความสนใจ โดยการเรียกสมาคมการขายตรงไทย สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย สมาคมการตลาดแบบตรง และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เข้าพบ เพื่อร่วมหารือเป็นการด่วน ( 11 มิถุนายน 2552 ) พร้อมทั้งขอรับทราบปัญหาของคนขายตรง รวมถึงแนวคิดในการแก้ไขกฎหมายขายตรงและตลาดแบบตรง เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการขายตรงไทย
ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่คนขายตรงได้มีโอกาสพบกับรัฐมนตรี และได้มีโอกาสเสนอปัญหาผ่านรัฐมนตรีโดยตรง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ คนขายตรงไม่เคยมีเลยแม้แต่สักครั้งเดียว ที่จะได้เห็นหน้าหรือนั่งหารือกับรัฐมนตรีที่กำกับดูแลการประกอบธุรกิจขายตรงโดยตรง ซึ่งการที่ "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย"ได้เปิดโอกาสให้คนขายตรงเข้าพบและร่วมหารือด้วย ก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่คนขายตรงต่างปรบมือให้
ท้าพิสูจน์กึ๋นรัฐบาล
เอาไปเลย6ล้านเสียง
สำหรับผลสรุปของการหารือร่วม ในการแก้ไขกฎหมายขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ภายหลังนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้กำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ได้เรียกสมาคมการขายตรงไทย สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย สมาคมการตลาดแบบตรง และสคบ.เข้าหารือ ปรากฏว่า รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้รับปากว่า จะให้การสนับสนุนและส่งเสริมการประกอบธุรกิจขายตรง และเห็นชอบกับแนวทางการแก้ไขกฎหมายขายตรง พร้อมกับการรับข้อเสนอการจัดตั้งกรมการขายตรงไปพิจารณา เพื่อการยกระดับอุตสาหกรรมขายตรงไทย ทำให้บรรดาคนขายตรงไทยต่างถูกออกถูกใจยิ่งนัก
โดย"ศิริพร ธรรมภักดี" นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย เปิดเผยว่า นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษต่อการแก้ไขกฎหมายขายตรงและตลาดแบบตรง รวมถึงแนวทางการจัดตั้งกรมการขายตรง พร้อมทั้งบอกว่า จะให้การสนับสนุน และจะจัดให้มีการหารือนอกรอบบ่อยครั้ง เพื่อการระดมสมองและหาแนวทางที่ดีที่สุดในการแก้ไขปัญหาของคนขายตรง
"โดยส่วนตัวแล้ว ถือว่า เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับธุรกิจขายตรง ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ไม่ว่าพรรคการเมืองใดจะเข้ามาเป็นรัฐบาล ก็ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาธุรกิจขายตรงน้อยมาก เรียกว่า แทบจะไม่มีให้เห็นถึงความเอาใจใส่ หรือแม้กระทั่งจะเรียกเข้าพบ หรือเรียกเจรจา ก็ไม่เคยมีปรากฏมาก่อน ผิดกับรัฐบาลชุดนี้ ที่ได้มีการหารือกันนอกรอบ โดยมีรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วมีการเชิญฝ่ายเอกชนเข้าร่วมหารือด้วย แถมรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็ยังรับปากด้วยว่า จะให้การสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจขายตรงอย่างเต็มที่ และเห็นด้วยที่จะให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรงเพิ่มเติม และหาแนวทางในการจัดตั้งกรมการขายตรงขึ้นมา ซึ่งหากรัฐบาลสามารถทำได้ หรือสามารถสานฝันคนขายตรงให้กลายเป็นความจริงได้แล้ว เชื่อว่า บรรดาคนขายตรงที่เคยสัมผัสกับธุรกิจขายตรงกว่า 6 ล้านคน จะเทคะเนนความนิยมให้กับรัฐบาล แบบว่า หากทำสำเร็จ ก็เอาไปเลย 6 ล้านเสียง"
แนะเพิ่มกำลังพล
แก้ปัญหาแชร์ลูกโซ่
สำหรับข้อเสนอของสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทยนั้น "ศิริพร" กล่าวว่า สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทยได้เสนอประเด็นปัญหาหลากหลาย ประกอบด้วย ประการแรก การแก้ไขปัญหาแชร์ลูกโซ่ ซึ่งนับวันจะเป็นปัญหาใหญ่มาก และเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของธุรกิจขายตรง จึงอยากที่จะให้รัฐบาล หรือหน่วยงานภาครัฐเพิ่มความเข้มข้น ในการที่จะแก้ไขปัญหาแชร์ลูกโซ่อย่างจริงจัง
โดยที่ผ่านมาในส่วนของสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ก็ได้มีส่วนช่วยในการดำเนินงานแก้ไขปัญหาแชร์ลูกโซ่มาโดยตลอด แต่เนื่องจากว่า ปัญหาแชร์ลูกโซ่มีเยอะมาก และเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ ก็อาจจะดูแลได้ไม่ทั่วถึง จึงอยากให้ภาครัฐได้มีการเพิ่มกำลังพล เพื่อการช่วยระมัดระวัง และดูแลแก้ปัญหาแชร์ลูกโซ่ให้มากยิ่งขึ้น
"ความจริงการแก้ไขปัญหาแชร์ลูกโซ่ หน่วยงานรัฐ โดยสคบ.ก็ทำหน้าที่อย่างเต็มที่อยู่แล้ว โดยประสานความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง แต่ทว่า ปัญหาแชร์ลูกโซ่ ก็ยังมีสารพัดปัญหา และมีการกลายพันธุ์ยากที่จับผิด เรียกว่า มีวิวัฒนาการค่อนข้างเร็วมาก ยากที่จะทำความเข้าใจ ฉะนั้นการเพิ่มกำลังคนเพื่อการสอดส่องดูแล ก็น่าจะเป็นหนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหา หรือยับยั้งไม่ให้แชร์ลูกโซ่ระบาดได้มากกว่าที่เป็นอยู่"
อัดหลักสูตรมหาลัย
สอนนศ.ให้รู้เท่าทัน
ประการถัดมา คือ การให้ความรู้กับประชาชน เพราะหากประชาชน มีความรู้ความเข้าใจแล้ว ปัญหาต่างๆ ก็จะสามารถลดลงหรือหมดลงไปได้ โดยเฉพาะปัญหาแชร์ลูกโซ่ ที่ประชาชนจะต้องแยกแยะให้ออกระหว่างธุรกิจขายตรงกับธุรกิจแชร์ลูกโซ่ว่า มีความแตกต่างกันอย่างไร
สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทยจึงได้เสนอความเห็นว่า รัฐบาลควรกำหนดนโยบายด้านการศึกษาออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยอาจจะกำหนดเป็นหลักสูตร พร้อมเปิดให้มีการเรียนการสอนในโรงเรียน หรือกำหนดเป็นหลักสูตรเฉพาะในสถาบันอุดมศึกษา วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย เพื่อให้นักศึกษาได้มีความรู้และความเข้าใจในการทำธุรกิจขายตรง
อีกทั้งรัฐบาลยังจะต้องหาวิธีการ เพื่อการเพิ่มบุคลากรของธุรกิจขายตรงให้เพิ่มมากขึ้นด้วย เพราะปัจจุบันธุรกิจเครือข่ายขายตรง มีความต้องการบุคลากรจำนวนมาก แต่ทว่า กลับไม่มีบุคลากรเพียงพอต่อความต้องการ หากรัฐบาลสามารถเปิดให้มีการเรียนการสอนในรั้วมหาวิทยาลัย หรือในสถาบันการศึกษาต่างๆได้แล้ว ก็จะช่วยทำให้นักศึกษาได้มีงานทำมากยิ่งขึ้น และหากเรียนจบแล้ว ก็จะสามารถเข้ามาหางานทำในธุรกิจขายตรงได้ ไม่จำเพาะเจาะจงว่า จะต้องเข้ามาเป็นสมาชิกเครือข่ายเพียงอย่างเดียว แต่เข้ามาสู่ตำแหน่งอื่นๆ ที่มีตำแหน่งรองรับเพียงพอ เพราะยิ่งธุรกิจขายตรงได้บุคคลที่มีความรู้ความเข้าใจในธุรกิจขายตรงมากเท่าใด ก็จะทำให้โอกาสที่ธุรกิจขายตรงนั้น จะกลายพันธุ์ ก็มีน้อยลงเท่านั้น
นอกจากนี้ ภาครัฐยังจะต้องช่วยส่งเสริม และให้ความรู้กับระดับผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง หรือผู้ที่สนใจที่จะร่วมลงทุนทำธุรกิจด้านเครือข่ายขายตรงด้วย โดยจะต้องให้เขามีความรู้เบื้องต้นว่า ธุรกิจขายตรงเป็นอย่างไร หากจะประกอบธุรกิจขายตรงแล้ว เขาจะต้องเตรียมการอย่างไรบ้าง เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการขายตรงไทย และประชาชนมากที่สุด
ทำแผนแม่บทแห่งชาติ
กำหนดทิศทางขายตรง
สำหรับข้อเสนอ ประการที่สาม คือ การจัดทำแผนแม่บทแห่งชาติของธุรกิจเครือข่ายขายตรง เหตุผลเพราะว่า หากรัฐบาลต้องการที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงอย่างจริงจังแล้ว ก็ควรที่จะมีการร่างแผนแม่บทธุรกิจขายตรงออกมาว่า ทิศทางของธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยในอนาคต จะเป็นอย่างไร หรือในอีก 1 ปี 5 ปีข้างหน้า จะมีแนวโน้มไปในทิศทางทางใด เพราะหากรัฐบาลเพียงแค่รับปัญหาแล้ว นำไปแก้ไข ก็สามารถแก้ไขได้เพียงระดับหนึ่ง หรือทำแค่ฉาบฉวยได้เท่านั้น หากเป็นอย่างนั้นแล้ว ก็จะมีประโยชน์อะไรที่รัฐบาลจะมานั่งรับฟังปัญหา แต่หากเขียนเป็นแผนแม่บทธุรกิจขายตรงออกมา นั่นหมายความว่า รัฐบาลได้ให้ความสนใจ และมีความจริงใจที่จะพัฒนาธุรกิจเครือข่ายขายตรง ซึ่งท่าทีของรัฐมนตรี ณ วันนั้น ก็แสดงความเห็นด้วย และหากรัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาได้จริง ก็เชื่อว่า จะได้รับคะแนนนิยมจากนักธุรกิจเครือข่ายขายตรงอย่างท่วมท้น
กำหนดทุนจดทะเบียน
ต้องไม่กีดกันทางการค้า
ประการที่ 4 แม้จะเป็นเรื่องปลีกย่อย แต่ถือเป็นประเด็นสำคัญ คือ การกำหนดทุนจดทะเบียนบริษัทขายตรง และการวางเงินค้ำประกันในการดำเนินธุรกิจขายตรง โดยสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทยเห็นว่า จะต้องเป็นตัวเลขที่ต้องมีความเหมาะสม ที่ไม่เป็นการกีดกันทางการค้า แม้ว่า จริงอยู่!การกำหนดทุนจดทะเบียนไว้จำนวนมากๆ จะเป็นการดีที่จะสามารถบรรเทาปัญหาความเดือนร้อนของประชาชนได้...หากเกิดกรณีที่มีการฉ้อโกงกันเกิดขึ้น หรือมีการทำธุรกิจที่ไม่ชอบมาพากล หรือเล่นแชร์ลูกโซ่ ซึ่งผู้ที่ถูกฉ้อโกงก็สามารถที่จะเรียกร้องเงินคืนได้ แต่ทว่า จะเป็นเงินจำนวนเท่าใดนั้น จะต้องมานั่งพิจารณากันถึงความเหมาะสม เพื่อไม่ให้เป็นการสร้างการกีดกันทางการค้ามากจนเกินไป
อย่างในต่างประเทศหลายประเทศ การเปิดธุรกิจเครือข่ายขายตรง ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 50-100 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับสภาพของประเทศนั้นว่า มีศักยภาพมากน้อยแค่ไหน อย่างของเมืองไทย ก็จะต้องกำหนดด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะบริษัทต่างชาติที่ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจในเมืองไทย ซึ่งอาจจะสร้างความเสียหายให้กับคนไทย หลังเปิดบริษัทแล้วปิด ไม่มีความรับผิดชอบ ก็ควรจะต้องกำหนดทุนจดทะเบียนไว้เท่าใด ซึ่งก็ต้องหารือกัน เพื่อให้ได้ข้อสรุป ที่ไม่เป็นการกีดกันทางการค้า
สำหรับกรณีการเสนอให้มีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10 ล้านบาทนั้น "ศิริพร"กล่าวว่า ในการทำธุรกิจขายตรง ถือว่า ทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท เป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะว่า การลงทุนทำธุรกิจขายตรงจริงๆแล้ว บางบริษัทมีมากกว่า 10 ล้านบาทด้วยซ้ำไป บางบริษัทมีมากถึง 50-100 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับขนาดของบริษัทนั้นๆ อย่างไรก็ตาม หากจะกำหนดทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ก็ต้องพิจารณาดูว่า เป็นการกีดกันทางการค้าหรือไม่ เพราะด้วยเจตนาแล้ว ก็อยากจะส่งเสริมให้ธุรกิจขายตรงของคนไทย ได้มีโอกาสให้การดำเนินธุรกิจขายตรงอย่างทัดเทียมกัน
"การกำหนดทุนจดทะเบียน ควรจะมีการแยกระหว่าง ธุรกิจขายตรงคนไทย กับธุรกิจขายตรงต่างชาติ เพื่อการส่งเสริมธุรกิจคนไทย และป้องกันความเสียหายจากบริษัทขายตรงต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยว่า ควรจะมีทุนจดทะเบียนเท่าใด บริษัทคนไทยควรจะเป็นเท่าใด และบริษัทต่างชาติต้องจดทะเบียนเท่าใด อย่างมาเลเซีย หากจะเข้าไปลงทุนทำธุรกิจ ก็ต้องมีทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท หรือประเทศอื่นๆ ก็มีกติกาคล้ายๆกัน จำต้องศึกษาเพื่อการประเมินผลได้ผลเสีย ก่อนตัดสินใจในการกำหนดทุนจดทะเบียน"
จัดตั้งกรมการขายตรง
สานฝัน!คนเครือข่าย
สำหรับประเด็นการเสนอให้มีการจัดตั้งกรมการขายตรงนั้น ที่ประชุมได้มีการเสนอแนวคิดว่า ควรจะมีการจัดตั้งกรมการขายตรงขึ้นมาหรือไม่ ซึ่งฝ่ายเอกชนก็เห็นด้วย เนื่องจากเห็นว่า ณ ปัจจุบัน สคบ.ก็มีภาระหนักอยู่แล้ว แต่กลับมีกำลังเจ้าหน้าที่น้อยมาก และต้องดูแลปัญหาต่างๆค่อนข้างมากด้วย หากรัฐบาลสามารถจัดตั้งกรมการขายตรงขึ้นมาได้ ก็จะช่วยทำให้การทำงานในส่วนของการกำกับและส่งเสริมธุรกิจขายตรง สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็รับปากว่า จะนำไปพิจารณา ส่วนจะทำได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ก็ต้องติดตามกันต่อไป
อย่างไรก็ตาม ก็เห็นเป็นการดีที่รัฐมนตรีได้รับปาก เพราะที่ผ่านมา ก็ยังไม่เคยมีรัฐมนตรีที่กำกับดูแลธุรกิจขายตรง ได้ให้ความสนใจกับคนขายตรงมากกว่ารัฐบาลชุดนี้เลย ซึ่งถือเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะทำให้ความฝันของคนขายตรงกลายเป็นจริง
"แค่รัฐบาลรับฟังปัญหาของคนขายตรง แค่นี้ก็รู้สึกขอบคุณแล้ว เพราะที่ผ่านมาไม่มีรัฐบาลใดที่จะให้ความสนใจหรือมารับฟังปัญหา แต่หากรัฐบาลมารับฟังปัญหาแล้ว ไม่มีการนำไปแก้ไข หรือไม่ได้มีการช่วยเหลือกันแล้ว ก็จะไม่เกิดประโยชน์ใดๆเลย ซึ่งจะต้องดูกันต่อไปว่า รัฐบาลชุดนี้ จะเอาจริงเอาจังกับการแก้ไขปัญหาธุรกิจขายตรงมากน้อยเพียงใด หากแก้ไขได้เป็นที่พอใจแล้ว ก็เชื่อว่า คนเครือข่ายจะเทใจให้กับรัฐบาล"
หนุนจับ'วิทยากร'
ตีตราขึ้นทะเบียน
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่นำเสนอ คือ การขึ้นทะเบียนวิทยากรขายตรง ซึ่งสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทยเห็นด้วยอย่างยิ่ง และหลังจากที่ได้รับทราบนโยบายจากสคบ.แล้ว ก็ได้รวบรวมรายชื่อวิทยากรจากบรรดาบริษัทสมาชิกโดยทันที เพื่อการจัดส่งให้กับสคบ.บ้างแล้ว แต่ยังไม่ครบ ซึ่งสมาคมฯจะทยอยจัดส่งให้จนครบ ด้วยเพราะเห็นว่า คนที่เป็นวิทยากร โดยส่วนมากแล้ว จะเป็นผู้นำหรือแม่ทีมขายตรง ซึ่งถือเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจถูกหรือเข้าใจผิดในการทำธุรกิจขายตรงได้ หากวิทยากรเกิดให้ข้อมูลผิดพลาด หรือไม่ถูกต้องแล้ว ก็จะทำให้คนที่เข้ามาทำธุรกิจขายตรง ก็จะทำธุรกิจแบบไม่ถูกต้องตามไปด้วย ฉะนั้นทุกบริษัทต้องให้ความร่วมมือในการส่งชื่อวิทยากรตีตราขึ้นทะเบียน
รมต.งง!คนขายตรง
ไร้ความเป็นเอกภาพ
"ผลสรุปของการหารือ ณ วันนั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสนใจค่อนข้างมาก โดยเฉพาะประเด็นปัญหาที่ว่า ทำไมบริษัทขายตรงถึงรวมกลุ่มร่วมพลังกันไม่ได้ ทั้งๆที่บริษัทขายตรงมีอยู่กว่า 500 บริษัท แต่กลับมีการรวมกลุ่ม โดยการเข้าไปสังกัดกับ 2 สมาคมฯน้อยมาก เพียง 50 บริษัทเท่านั้น ส่วนที่เหลือไปไหน ทำอะไร และทำไมถึงไม่ร่วมสมาคมฯ เพราะการเข้ารวมกลุ่ม หรือร่วมสมาคมฯ จะทำให้เกิดประโยชน์มากมายมหาศาลต่อธุรกิจขายตรง
และที่สำคัญธุรกิจขายตรงจะสามารถควบคุมกันเองได้ นอกเหนือที่จะให้รัฐบาลให้การดูแลและส่งเสริมแล้ว ซึ่งในส่วนของภาคเอกชน ก็น่าจะเริ่มต้นด้วยการรวมตัวกัน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งด้วย...และจากคำกล่าวของรัฐมนตรี โดยส่วนตัวแล้ว เชื่อว่า หากคนขายตรงรวมตัวหรือรวมพลังกันจริงๆแล้ว เชื่อว่า ความฝันในการขอจัดตั้งกรมการขายตรง คงไม่ไกลเกินเอื้อม" ศิริพร กล่าว
ชี้ทุนจดทะเบียน10ล.
เหมาะสมทุกประการ
ด้านนายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานกรรมการ บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด ในฐานะนายกสมาคมการตลาดแบบตรง กล่าวว่า ธุรกิจเครือข่ายขายตรงและธุรกิจตลาดแบบตรง เป็นธุรกิจที่มีผลกระทบต่อมวลชน และถือเป็นบริษัทมหาชนโดยอัตโนมัติ เพราะทำกับคนจำนวนมาก เพราะฉะนั้นหากเกิดความเสียหายขึ้นแล้ว มวลชนจำนวนมากก็จะได้รับความเสียหาย และความเสียหายที่มวลชนได้รับก็จะต้องจ่ายคืน
"การกำหนดทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท โดยส่วนแล้วเห็นว่า เหมาะสมสำหรับการทำธุรกิจขายตรงในเมืองไทย แต่ทว่า ในความเป็นจริงแล้ว ไม่น่าจะสามารถควบคุมได้ อย่างจดทะเบียน 10 ล้านบาท ถามว่า จ่ายจริงเท่าใด หากบริษัทจ่ายทุนจดทะเบียน 5 แสนบาท ก็จบ แต่อย่างน้อย ก็ยังที่เหลืออีก 9.5 ล้านบาท ที่บริษัทยังจะต้องรับผิดชอบ
ฉะนั้นทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท ก็น่าจะเป็นการเหมาะสม แต่หากจะให้เลือกได้ โดยส่วนแล้ว อยากจะให้มีการกำหนดทุนจดทะเบียนให้สูงกว่านี้ หรือไม่ ก็ต้องออกพระราชบัญญัติเฉพาะ อาทิ จดทะเบียนเท่าไหร่ ไม่รู้ แต่ความรับผิดชอบจะต้องครอบคลุมถึง 2 เท่า หรือมากกว่านั้น เช่น ลงเงินแค่ 10 ล้านบาท แต่ต้องมีความรับผิดชอบถึง 20 ล้านบาท เพราะหากถามถึงความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นแล้ว ต้องบอกว่า ความเสียหายเกิดขึ้นมากมายมหาศาล และกินวงกว้างจริงๆ"
ชี้ค่ายเล็กมีสิทธิ์สูญพันธุ์
ทำขายตรงต้องมืออาชีพ
ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการ บริษัท เจริญโอสถ อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ทเวิร์ค จำกัด บริษัทขายตรงสะดวกซื้อรายแรกของเมืองไทย กล่าวถึงแนวคิดการกำหนดให้ทุกบริษัทขายตรง ต้องมีทุนจดทะเบียนขั้นต่ำ 10 ล้านบาทว่า ถือเป็นเรื่องดี แต่ถามว่า จดทะเบียนไปแล้ว รัฐบาลมีเกณฑ์อะไรหรือไม่ว่า ทุน 10 ล้านบาท จะสามารถคุ้มครองประชาชนได้จริงแท้แค่ไหน...อย่างไร!
"การกำหนดทุนจดทะเบียน ถือเป็นเรื่องดี เป็นการสกรีนคนที่เข้ามาทำธุรกิจขายตรงว่า จะต้องมีทุนจริงๆ จะต้องชำระทุนเต็ม ถ้าลงทุน 10 ล้านบาทแล้ว แต่ไม่ชำระเต็ม ก็ไม่มีประโยชน์ ซึ่งคำว่า 10 ล้านบาท ต้องชำระเต็ม และเงินก็ต้องอยู่ในบัญชี ซึ่งจะต้องส่งงบจริง
การกำหนดทุนจดทะเบียน อย่างที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ถือเป็นการสกรีนคนเข้ามาทำธุรกิจขายตรง คือ เป็นการให้ผู้ประกอบการรายใหม่ ได้มองว่า การทำธุรกิจขายตรงนั้น ต้องมีเงินลงทุน เพราะธุรกิจขายตรง ไม่ใช่มีเงินเพียงแค่บาทสองบาท ก็เข้ามาทำธุรกิจขายตรงได้ อย่างน้อยๆ แค่บริษัทต้องการมีสาขา หรือต้องการพัฒนาสาขา และพัฒนาซอฟแวร์ ก็หมดเงินไปแล้วกว่า 10 ล้านบาท
พอเข้ามาทำธุรกิจ โดยการเปิดบริษัทเล็กๆ แล้วเชิญลูกค้าไป เสร็จแล้วปิดบริษัทหนี คนที่เดือดร้อน คือ ชาวบ้าน ฉะนั้นการกำหนดทุนจดทะเบียน จึงถือเป็นเรื่องที่ดี ในแง่ของอุตสาหกรรมขายตรง
แม้ว่า การกำหนดทุนจดทะเบียน จริงอยู่!เปรียบเสมือนหนึ่งเป็นการปิดกั้นบริษัทขายตรงค่ายเล็กๆ แต่ ณ วันนี้ ต้องยอมรับว่า ขายตรงค่ายเล็ก หากคิดที่จะทำธุรกิจขายตรงแล้ว ก็ควรจะต้องมีฐานเงินทุน หากเป็นสมัยก่อนย้อนมาประมาณ 5-7 ปี อุตสาหกรรมขายตรงยังไม่แข็งแรง ธุรกิจขายตรงเกิดขึ้นน้อยมาก ฉะนั้นการเปิดให้ผู้ประกอบการเข้ามา ก็ถือเป็นเรื่องที่ดี
แต่ ณ วันนี้ ต้องบอกว่า ธุรกิจเครือข่ายขายตรงนั้น มีเยอะแล้ว ก็ควรที่จะสร้างมาตรฐานขั้นสูงต่อไป คือ ไม่ว่าจะเป็นทุนจดทะเบียน หรือทุนสำรอง ซึ่งจะต้องทำให้เหมือนกับธุรกิจประกัน ก็เชื่อว่า ในอนาคตจะต้องมีอย่างแน่นอน
หากจะถามว่า ธุรกิจขายตรงจะต้องมีการตั้งเงินสำรองหรือไม่ ตอบว่า อาจจะต้องมี เนื่องจากความสูญเสียของลูกค้า อาทิ การขอคืนสินค้า ถ้าลูกค้าขอคืนแล้ว บริษัทไม่ให้คืน จะไปเรียกร้องได้จากใคร ในความเสียหายที่เกิดขึ้นจะเอาเงินตัวไหนไปคุ้มครอง ตรงนี้อาจจะมองในแง่นี้ก็ได้ ซึ่งต้องบอกว่า จะต้องเป็นขั้นเป็นตอนไป ไม่ใช่วันนี้ จะต้องกำหนดทุนสำรองเลย แต่เชื่อว่า จะต้องมีเกิดขึ้นในอนาคต เพราะฉะนั้นจุดเริ่มต้นของการมีทุนจดทะเบียนก็ดี ถือว่า เป็นกรอบกติกากรอบแรกที่จะเป็นการสกรีน ที่จะทำให้คนที่เข้ามาทำธุรกิจขายตรงแล้ว คิดที่จะทำกันเล่นๆ ก็ต้องคิดใหม่ เรียกว่า ต้องมีความเป็นมืออาชีพจริงๆ ถึงจะทำธุรกิจขายตรงได้"ดร.สมชาย กล่าวทิ้งท้าย
![]() |