198, 199, 200, 201, 202 ,203, 204 ,205, 206, 207, 208, 209, 210, 211, 212, 213, 214, 215, 216, 217, 218, 219, 220, 221, 222, 223, 224, 225, 226, 227, 228, 229, 230, 231, 232, 233, 234, 235 ,236, 237, 238, 239, 240, 241, 242, 243 , 244, 245, 246 , 247 ,248, 249 , 250 , 251

ฉบับที่ 252 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2552

'ดร.ถานันดร์'เดือด!กม.ขายตรง
เอื้อประโยชน์บริษัทต่างชาติชัดเจน
ประเด็นฮอต! แก้ไข "กฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรง"..."ดร.ถานันดร์" ชี้! กฎหมายดังกล่าวมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เชื่อหากมีผลบังคับใช้ขายตรงเละแน่...เผยถึงเวลานั้นผู้ประกอบการคนไทยอาจล้มหมอนนอนเสื่อเหลือเพียงยักษ์ใหญ่ต่างชาติเท่านั้น วอนรัฐคิดทบทวนอย่างรอบคอบ มิฉะนั้นอาจเสียใจภายหลัง
"กฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรง" ณ เวลานี้ ถือเป็น "ประเด็นฮอต" ที่ทำให้ "ผู้ประกอบการ" ใน "วงการขายตรง" ต่าง "สะดุ้ง" ไปตามๆ กัน เพราะส่วนใหญ่แล้วมองว่า น่าที่จะมีผู้ประกอบการบางรายต่างได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ซึ่งจากการที่ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นำโดย "นิโรธ เจริญประกอบ" ได้มีการดึงร่างกฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) นำเสนอให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอีกครั้งนั้น
อาทิ 1.การเพิ่มอำนาจให้ สคบ.ในการสั่งปิดกิจการของบริษัทขายตรง 2.การกำหนดให้ทุกบริษัทขายตรงต้องมีทุนจดทะเบียนจากเดิม 5 ล้านบาท มาเป็น 10 ล้านบาท 3.การกำหนดให้ทุกบริษัทต้องมีทรัพย์สินวางค้ำประกันไว้กับธนาคารเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่ประชาชน 4.การขึ้นทะเบียนวิทยากรขายตรง และ5.การกำหนดให้มีการต่อใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรงแบบปีต่อปี...ซึ่งทั้ง 5 ประเด็นนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็น "เครื่องประหาร" บริษัทเล็กๆ เลยก็ว่าได้ ต่อไปคงจะเหลือแต่บริษัทใหญ่อย่างแน่นอน
...ซึ่งด้วยประเด็นที่กำลังฮอตอยู่ในขณะนี้ และมีหลายเสียงออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องดังกล่าวอย่าง "หนาหู หนาตา" นี่เอง จนเรียกว่า "ทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์" กันเลยทีเดียว...ลองมาร่วมเปิดใจกับประเด็น "กฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรง" กันดูว่า ในฐานะผู้ประกอบการขายตรงนั้นมีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไรกันบ้าง!!...
โดยผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวผ่าน "ตลาดวิเคราะห์" นั่นคือ "ดร.ถานันดร์ วัชโรทยางกูร" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฟอร์ซเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้รับการเปิดเผยว่า..."หากจะให้วิเคราะห์กันเป็นข้อๆ ในส่วนของการที่ สคบ.นั้นพยายามจะแก้ไขกฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรงนั้น จะเห็นว่า ในประเด็นที่ว่า กำหนดให้ทุกบริษัทขายตรงต้องมีทุนจดทะเบียนจากเดิม 5 ล้านบาท มาเป็น 10 ล้านบาทนั้น มองว่าเป็นการปิดกั้นโอกาส ซึ่งไม่ถูกต้องในระบบการค้าเสรี ตามกฎของ WTO โดยผู้ประกอบการรายเล็กนั้นจะอยู่ยาก เพราะไม่รู้ว่าบริษัทเล็กที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาจะไปเอาเงินจำนวนนี้มาจากไหนในช่วงของการเริ่มต้นธุรกิจ
...ประเด็นที่ 2 การกำหนดให้มีการต่อใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรงแบบปีต่อปีนั้น ประเด็นนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ทุกคนรู้ว่าบริษัทไหนยังทำธุรกิจอยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าบริษัทไหนที่จดทะเบียนไว้แต่ไม่ได้ทำ ไปสวมสิทธิ์เฉยๆ ซึ่งการที่มีการต่อใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรงแบบปีต่อปี นับเป็นการทดสอบได้อย่างหนึ่งว่า คุณยังมีตัวตน ยังดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง
ประเด็นที่ 3 การกำหนดให้ทุกบริษัทต้องมีทรัพย์สินวางค้ำประกันไว้กับธนาคารเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่ประชาชน ซึ่งประเด็นนี้... "ดร.ถานันดร์"...บอกผ่าน "ตลาดวิเคราะห์" ว่า "ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับประเด็นนี้เท่าไหร่ เพราะมองว่าหากคิดที่จะทำธุรกิจตามปกติ ต้องไม่ใช่แบบนี้ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวนี้ที่จะออกมา อาจจะเป็นการควบคุมพวกธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรือมันนี่เกมส์ โดยมองว่าน่าที่จะใช้มาตรการอื่นมากกว่า เพราะหากเกิดกฎหมายขายตรงนี้เกิดขึ้น ต้องบอกว่าผู้ประกอบการรายเล็กมีแต่ตายกับตาย"
ส่วนประเด็นที่ 4 การกำหนดให้ขึ้นทะเบียนวิทยากรขายตรงนั้น "ดร.ถานันดร์" ได้ให้ความเห็นต่ออีกว่า ประเด็นต้องถามว่าผู้ที่คิดว่า ทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร ซึ่งอยากที่จะรู้เหตุผลตรงนี้ โดยการขึ้นทะเบียนวิทยากรขายตรง...หากถามว่า อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เป็นวิทยากรต้องมีการขึ้นทะเบียนด้วยหรือ?...เรื่องนี้น่าคิด ถ้ามีการออกกฎหมายดังกล่าวนี้ออกมานั่นก็หมายความว่า "ธุรกิจขายตรง" ถือเป็นอาชีพที่ต้องระวังใช่หรือไม่?....ในความคิดเห็นของผมแล้ว "ไม่ใช่" ซึ่งหากวิทยากรที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ถ้าเกิดเขาพูดผิดบริษัทก็ผิดด้วย ตรงนี้ถือว่าไม่เวิร์ค
ในขณะเดียวกัน เจ้าของธุรกิจขายตรงที่ดี ทำถูกต้องสร้างงาน สร้างเงินให้กับสังคมก็มีเยอะ โดยอาจจะมี "เหลือบขายตรง" ที่แฝงในธุรกิจอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าผลกรรมดังกล่าวจะตามมาเอง จะช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่ที่ผู้ควบคุมกฎหมายไม่ใช่มาตรการที่ออกมาเช่นนี้
..."ผมว่า หากมีการออกกฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรงขึ้นจริง เชื่อว่าธุรกิจขายตรงเละแน่ๆ ผู้ประกอบการที่มีอยู่ในปัจจุบัน 500 กว่าบริษัท คงจะเหลือเพียงแค่ 100 กว่าบริษัทเท่านั้นเอง แต่หากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับขึ้นเมื่อไหร่ เราเองก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด พร้อมที่จะทำตามกฎและกติกา แต่ถึงอย่างไรเสีย ก็ยังไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะเหมือนเป็นการบังคับมากว่า เชื่อว่าทุกคนอยากจะทำธุรกิจที่สุจริต ไม่อยากที่จะให้ทุกคนนั้นมองธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจสีเทา"...
นอกจากนี้ "ดร.ถานันดร์" ยังได้ ฝากถึงสคบ.อีกว่า อยากที่จะให้มองทั้ง 4 ด้านนี้อย่างรอบคอบ เพราะเรื่องดังกล่าวนั้น ทุกคนมีส่วนร่วมหมดไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ นักธุรกิจอิสระ ผู้บริโภคและหน่วยงานรัฐ ทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียของซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นไม่อยากที่จะให้เอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่เช่นนั้นจะไม่เหลือผู้ประกอบการที่เป็นคนไทย ซึ่งในอนาคตอาจจะเหลือเพียงแค่บริษัทขายตรงต่างชาติก็เป็นได้