'ดร.ถานันดร์'เดือด!กม.ขายตรง
เอื้อประโยชน์บริษัทต่างชาติชัดเจน
ประเด็นฮอต! แก้ไข "กฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรง"..."ดร.ถานันดร์" ชี้! กฎหมายดังกล่าวมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เชื่อหากมีผลบังคับใช้ขายตรงเละแน่...เผยถึงเวลานั้นผู้ประกอบการคนไทยอาจล้มหมอนนอนเสื่อเหลือเพียงยักษ์ใหญ่ต่างชาติเท่านั้น วอนรัฐคิดทบทวนอย่างรอบคอบ มิฉะนั้นอาจเสียใจภายหลัง
"กฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรง" ณ เวลานี้ ถือเป็น "ประเด็นฮอต" ที่ทำให้ "ผู้ประกอบการ" ใน "วงการขายตรง" ต่าง "สะดุ้ง" ไปตามๆ กัน เพราะส่วนใหญ่แล้วมองว่า น่าที่จะมีผู้ประกอบการบางรายต่างได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ซึ่งจากการที่ทางสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นำโดย "นิโรธ เจริญประกอบ" ได้มีการดึงร่างกฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) นำเสนอให้คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาอีกครั้งนั้น
อาทิ 1.การเพิ่มอำนาจให้ สคบ.ในการสั่งปิดกิจการของบริษัทขายตรง 2.การกำหนดให้ทุกบริษัทขายตรงต้องมีทุนจดทะเบียนจากเดิม 5 ล้านบาท มาเป็น 10 ล้านบาท 3.การกำหนดให้ทุกบริษัทต้องมีทรัพย์สินวางค้ำประกันไว้กับธนาคารเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่ประชาชน 4.การขึ้นทะเบียนวิทยากรขายตรง และ5.การกำหนดให้มีการต่อใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรงแบบปีต่อปี...ซึ่งทั้ง 5 ประเด็นนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็น "เครื่องประหาร" บริษัทเล็กๆ เลยก็ว่าได้ ต่อไปคงจะเหลือแต่บริษัทใหญ่อย่างแน่นอน
...ซึ่งด้วยประเด็นที่กำลังฮอตอยู่ในขณะนี้ และมีหลายเสียงออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องดังกล่าวอย่าง "หนาหู หนาตา" นี่เอง จนเรียกว่า "ทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์" กันเลยทีเดียว...ลองมาร่วมเปิดใจกับประเด็น "กฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรง" กันดูว่า ในฐานะผู้ประกอบการขายตรงนั้นมีความคิดเห็นในเรื่องนี้อย่างไรกันบ้าง!!...
โดยผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นในประเด็นดังกล่าวผ่าน "ตลาดวิเคราะห์" นั่นคือ "ดร.ถานันดร์ วัชโรทยางกูร" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฟอร์ซเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งได้รับการเปิดเผยว่า..."หากจะให้วิเคราะห์กันเป็นข้อๆ ในส่วนของการที่ สคบ.นั้นพยายามจะแก้ไขกฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรงนั้น จะเห็นว่า ในประเด็นที่ว่า กำหนดให้ทุกบริษัทขายตรงต้องมีทุนจดทะเบียนจากเดิม 5 ล้านบาท มาเป็น 10 ล้านบาทนั้น มองว่าเป็นการปิดกั้นโอกาส ซึ่งไม่ถูกต้องในระบบการค้าเสรี ตามกฎของ WTO โดยผู้ประกอบการรายเล็กนั้นจะอยู่ยาก เพราะไม่รู้ว่าบริษัทเล็กที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาจะไปเอาเงินจำนวนนี้มาจากไหนในช่วงของการเริ่มต้นธุรกิจ
...ประเด็นที่ 2 การกำหนดให้มีการต่อใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรงแบบปีต่อปีนั้น ประเด็นนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้ทุกคนรู้ว่าบริษัทไหนยังทำธุรกิจอยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าบริษัทไหนที่จดทะเบียนไว้แต่ไม่ได้ทำ ไปสวมสิทธิ์เฉยๆ ซึ่งการที่มีการต่อใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรงแบบปีต่อปี นับเป็นการทดสอบได้อย่างหนึ่งว่า คุณยังมีตัวตน ยังดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง
ประเด็นที่ 3 การกำหนดให้ทุกบริษัทต้องมีทรัพย์สินวางค้ำประกันไว้กับธนาคารเพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดแก่ประชาชน ซึ่งประเด็นนี้... "ดร.ถานันดร์"...บอกผ่าน "ตลาดวิเคราะห์" ว่า "ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับประเด็นนี้เท่าไหร่ เพราะมองว่าหากคิดที่จะทำธุรกิจตามปกติ ต้องไม่ใช่แบบนี้ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวนี้ที่จะออกมา อาจจะเป็นการควบคุมพวกธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรือมันนี่เกมส์ โดยมองว่าน่าที่จะใช้มาตรการอื่นมากกว่า เพราะหากเกิดกฎหมายขายตรงนี้เกิดขึ้น ต้องบอกว่าผู้ประกอบการรายเล็กมีแต่ตายกับตาย"
ส่วนประเด็นที่ 4 การกำหนดให้ขึ้นทะเบียนวิทยากรขายตรงนั้น "ดร.ถานันดร์" ได้ให้ความเห็นต่ออีกว่า ประเด็นต้องถามว่าผู้ที่คิดว่า ทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร ซึ่งอยากที่จะรู้เหตุผลตรงนี้ โดยการขึ้นทะเบียนวิทยากรขายตรง...หากถามว่า อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่เป็นวิทยากรต้องมีการขึ้นทะเบียนด้วยหรือ?...เรื่องนี้น่าคิด ถ้ามีการออกกฎหมายดังกล่าวนี้ออกมานั่นก็หมายความว่า "ธุรกิจขายตรง" ถือเป็นอาชีพที่ต้องระวังใช่หรือไม่?....ในความคิดเห็นของผมแล้ว "ไม่ใช่" ซึ่งหากวิทยากรที่ขึ้นทะเบียนแล้ว ถ้าเกิดเขาพูดผิดบริษัทก็ผิดด้วย ตรงนี้ถือว่าไม่เวิร์ค
ในขณะเดียวกัน เจ้าของธุรกิจขายตรงที่ดี ทำถูกต้องสร้างงาน สร้างเงินให้กับสังคมก็มีเยอะ โดยอาจจะมี "เหลือบขายตรง" ที่แฝงในธุรกิจอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าผลกรรมดังกล่าวจะตามมาเอง จะช้าหรือเร็วนั้นขึ้นอยู่ที่ผู้ควบคุมกฎหมายไม่ใช่มาตรการที่ออกมาเช่นนี้
..."ผมว่า หากมีการออกกฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรงขึ้นจริง เชื่อว่าธุรกิจขายตรงเละแน่ๆ ผู้ประกอบการที่มีอยู่ในปัจจุบัน 500 กว่าบริษัท คงจะเหลือเพียงแค่ 100 กว่าบริษัทเท่านั้นเอง แต่หากกฎหมายดังกล่าวมีผลบังคับขึ้นเมื่อไหร่ เราเองก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด พร้อมที่จะทำตามกฎและกติกา แต่ถึงอย่างไรเสีย ก็ยังไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ เพราะเหมือนเป็นการบังคับมากว่า เชื่อว่าทุกคนอยากจะทำธุรกิจที่สุจริต ไม่อยากที่จะให้ทุกคนนั้นมองธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจสีเทา"...
นอกจากนี้ "ดร.ถานันดร์" ยังได้ ฝากถึงสคบ.อีกว่า อยากที่จะให้มองทั้ง 4 ด้านนี้อย่างรอบคอบ เพราะเรื่องดังกล่าวนั้น ทุกคนมีส่วนร่วมหมดไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ นักธุรกิจอิสระ ผู้บริโภคและหน่วยงานรัฐ ทุกคนมีส่วนได้ส่วนเสียของซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้นไม่อยากที่จะให้เอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่เช่นนั้นจะไม่เหลือผู้ประกอบการที่เป็นคนไทย ซึ่งในอนาคตอาจจะเหลือเพียงแค่บริษัทขายตรงต่างชาติก็เป็นได้
![]() |