198, 199, 200, 201, 202 ,203, 204 ,205, 206, 207, 208, 209, 210, 211, 212, 213, 214, 215, 216, 217, 218, 219, 220, 221, 222, 223, 224, 225, 226, 227, 228, 229, 230, 231, 232, 233, 234, 235 ,236, 237, 238, 239, 240, 241, 242, 243 , 244, 245, 246 , 247 ,248, 249 , 250 , 251

ฉบับที่ 252 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2552

11 ปีที่นี่มีแต่ "รวย"

การที่หนังสือพิมพ์เล็กๆ ฉบับหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นในยุควิกฤติช่วงกลางปี 2541 นั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครๆ จะ "ฝ่าคมหอกคมดาบ" แบบทะลุมิติ จนหลุดพ้นจากการแข่งขันที่รุนแรง เข้มข้นมาได้ง่ายๆ
แม้ตัวผมเองก็ยังไม่เชื่อเลยว่า ผมและทีมงานจะก้าวมาไกลถึงเพียงนี้
ในช่วงที่ผมเปิดหนังสือ ตลาดวิเคราะห์ ในยุคนั้น ก็เพียงเพื่อต้องการมีงานทำ มีรายได้เลี้ยงครอบครัว และพนักงานที่ติดตามผมมาจากที่เก่าอีก 2-3 คนเท่านั้นเอง
ผมไม่ได้มุ่งหวังอะไรไปมากกว่านี้จริงๆ
ก่อนที่ผมจะตัดสินใจเปิด "หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์" ไม่ถึง 3 เดือน ผมและภรรยา ซึ่งตอนนั้นเขาอายุเพียง 22-23 ปีเอง ประสบการณ์ก็ยังมีไม่มาก
เพราะก่อนหน้านี้ผมและภรรยาได้ทำงานอยู่กับสื่อหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง ผมเป็น "บรรณาธิการข่าว" ส่วนภรรยาผมเป็น "นักข่าว" ช่วงนั้นพวกเราไม่ได้เงินเดือน 3-4 เดือน จึงมองหาช่องทางใหม่ๆ ให้กับชีวิต
ผมรู้ว่า การหางานทำโดยเฉพาะ "อาชีพนักข่าว" ในยุคนั้น แค่ฝันยังไม่มีโอกาสเลย เพราะแต่ละบริษัทต่างก็ปรับลดพนักงาน และลดเงินเดือน 40-70 % อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ต้องอยู่
ครั้นจะทนอยู่ที่เก่ามันก็ไม่ได้เงินเดือน ชีวิตมีแต่จมลง เพราะเจ้าของมักจะผลัดวันประกันพรุ่ง ยื้อเวลาจ่ายเงินเดือนออกไปเรื่อยๆ ไร้ความหวัง
จนนักข่าวหลายคนถามผมว่า พวกเราจะทำอย่างไรต่อไป ผมก็บอกว่า ให้พวกเราทนวัดใจเจ้าของบริษัทอีกสัก 1 สัปดาห์ ถ้าเขาไม่ยอมหาเงินมาแบ่งให้พวกเราใช้บ้างคนละ 2,000-3,000 พันบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
"พี่คนแรกจะเดินจากไปทันที ส่วนเงินเดือนที่บริษัทค้างพี่อยู่กว่า 1 แสนบาท และภรรยาอีก 7-8 หมื่นบาท รวมกันแล้วเกือบ 2 แสนบาท พี่จะไม่ฟ้องร้องหรอก ยกให้เขาไปเลย ส่วนพวกเราก็ให้ไปฟ้องที่กรมแรงงานก็แล้วกัน อย่างน้อยก็อาจจะได้มาบ้าง"
หลังจากนั้น ผมก็ต้องหาช่องทางให้กับชีวิต เพียงมุ่งหวังให้มี "งานทำ มีรายได้" เพื่อเลี้ยงชีวิตให้อยู่ต่อไปได้ คิดว่าแค่นี้ก็ดีถมไปแล้วในช่วงนั้น
สิ่งแรกที่ผมคิดได้ ก็คือ ต้องหางานทำสักแห่งหนึ่ง ไม่ได้เงินเดือนก็ไม่เป็นไร ขอเพียงให้ได้ "แสดงฝีมือ" ทำในสิ่งที่อยากจะทำแค่นี้จริงๆ
อยู่มาวันหนึ่ง ผมและภรรยาได้เดินเข้าไปที่หนังสือพิมพ์ "คู่แข่ง รายสัปดาห์" ซึ่งในช่วงนั้นใกล้จะ "ล่มสลาย" เหมือนกับสื่อหลายๆ ฉบับเต็มที เพราะเหลือทีมงานอยู่ไม่กี่คน
ผมมีความ "ชื่นชอบ" ในสื่อเล่มนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ในช่วงที่ "คู่แข่ง" รุ่งเรือง ก่อนเข้าสู่วิกฤติ บริษัทเปิดสื่อในเครือเพิ่มอีกหลายฉบับ ประกาศรับสมัคร "นักข่าว" จำนวนมาก
ตอนนั้นผมยังเป็น "หัวหน้าข่าวเศรษฐกิจ" หนังสือพิมพ์แนวหน้าอยู่เลย ผมยังแอบไปเขียนใบสมัครทิ้งไว้ ในตำแหน่ง "หัวหน้าข่าว" ในใจคิดว่าถ้าเขาจะให้เงินเดือนน้อยกว่าเดิมผมก็จะทำ เพราะผมชอบ รูปแบบการสำเสนอข่าวของ "คู่แข่ง" เป็นพิเศษ เพราะเป็นสื่อที่มีจุดขายชัดเจน แต่เขาก็ไม่รับผมเข้าทำงาน
เมื่อเกิดภาวะวิกฤติขึ้นในช่วงปี 2540-2541 สื่อทุกฉบับเจอปัญหาหนัก แม้แต่สื่อ "คู่แข่ง" เองก็ไม่ยกเว้น อยู่ในอาการใกล้จะล่มสลายนอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ขนาดบริษัทจะ "เจ๊ง" อยู่แล้ว แต่ความชื่นชอบส่วนตัวที่ผมมี ก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
ในที่สุดผมและภรรยาได้เข้าไปพูดคุยกับ "คุณธวัช พลังเทพินทร์" ประธานกรรมการ กลุ่มบริษัท คู่แข่ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นเจ้าของอยู่เวลานั้น เพียงแค่หวังจะได้เข้าไปทำหนังสือพิมพ์ คู่แข่ง ทำสื่อที่ตนเองชอบ ทั้งๆ ที่มันจะเจ๊งมิเจ๊งแหล่ในเวลานั้น
ผมบอกคุณธวัชไปว่า ต้องการเปิด "เซ็คชั่นขายตรง" 4 หน้า เงินเดือนไม่รับ แต่ขอค่าคอมมิชชั่น 15% เพื่อเลี้ยงทีมงานอีก 2-3 คน ซึ่งทุกคนที่จะเข้ามาร่วมกับผมก็ไม่มีเงินเดือนเหมือนกัน
"คุณธวัช" รับข้อเสนอผมในเบื้องต้น โดยมี "ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา" ซึ่งเป็นผู้หญิงอายุพอๆ กับผม แต่จำชื่อไม่ได้นั่งอยู่ด้วย
"คุณธวัช" บอกว่า อีก 1 สัปดาห์ ให้ผมเข้ามาอีก เพื่อมาพูดคุยรายละเอียดในเรื่องของรายได้ และจะเริ่มต้นกันอย่างไร
ผมกลับบ้านพร้อมภรรยา รู้ไหมว่า ตั้งแต่ผมทำอาชีพสื่อมา ในช่วงนั้นก็นับ 10 ปีเห็นจะได้ อยู่มาแล้วหลายฉบับ ผมไม่เคยมี "ความสุขใจ" อะไรมากเท่าครั้งนี้เลยจริงๆ
สุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็คือ สุขที่เราได้มีโอกาสเข้ามาสัมผัสในสิ่งที่เราปรารถนา และต้องการ
ผมมันเสียตรงที่ ถ้าชอบอะไรสักอย่าง ผมไม่เคยถามหาว่า "ผมจะได้อะไร" ขอเพียงได้เข้าไปอยู่ใกล้ และได้ทำอย่างสุดฝีมือ แค่นั้นก็เป็นสุขแล้ว
ผมรออย่างใจจดจ่อ และมีความหวัง รู้สึกว่าในห้วงเวลา 1 สัปดาห์ที่นัดหมายไว้ มันจะนานเหลือเกินไป ผมนั่งนับวันนับคืนว่าเมื่อไหร่จะถึงวันนั้น มันนานจนรู้สึกว่าต้องรอเป็นปีๆ เลยทีเดียว
ในที่สุดวันนั้นก็มาถึง ผมและภรรยาก็ไปพบ "คุณธวัช พลังเทพินทร์" เจ้าของหนังสือพิมพ์คู่แข่ง ที่สำนักงานอยู่ในซอยสวนหลวง ด้วยอาการสดชื่นแจ่มใส
ผมนั่งรออยู่เกือบครึ่งชั่วโมง "คุณธวัช พลังเทพินทร์" ก็เดินออกมาพบผมที่ห้องประชุม พร้อม "ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา" พูดคุยกันไม่ถึง 3 นาที บอกว่า...
"ยินดีให้คุณเข้ามาเปิด "เซ็คชั่นขายตรง" ส่วนรายละเอียดเรื่องผลตอบแทน ให้คุยกับ "ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา" ก็แล้วกัน พอดีผมมีแขก"
แล้วแกก็ขอตัว พร้อมเดินออกจากห้องประชุมไป ปล่อยให้ผม และภรรยา อยู่ตามลำพังกับผู้จัดการฝ่ายโฆษณาคนนั้น
"เรื่องผลตอบแทนที่เป็นเงินเดือนก็คงไม่มี เพราะช่วงนี้วิกฤติหนัก ก็คงทราบกันอยู่แล้ว" ผมก็พยักหน้าเพราะไม่ได้มุ่งหวังในเรื่องนี้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาก็ร้ายอีกว่า "สำหรับค่าตอบแทนที่เป็นคอมมิชชั่นในกรณีที่คุณ และทีมงานหาโฆษณาเข้ามาได้ บริษัทจะจ่ายให้ 3% หลังจากเก็บเงินได้แล้ว ตกลงตามนี้นะ จะเริ่มงานเมื่อไหร่ล่ะ"
"อ้าวตอนนั้นผมเสนอไป 15% ไม่ได้มากเลยนะ เพราะผมและทีมงานต้องปิดต้นฉบับตั้ง 4 หน้า เงินเดือนก็ไม่ได้สักคน แถมจะต้องวิ่งหาข่าวข้างนอกทุกวัน" ผมทักท้วง แต่ก็ไม่เป็นผล
ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาบอกว่า "นโยบายบริษัทมันเป็นอย่างนี้ ให้ทีมของคุณมาเริ่มอาทิตย์หน้าเลยดีกว่านะ"
เชื่อไหมว่า ความศรัทธา ความชื่นชอบที่ผมมีต่อหนังสือพิมพ์ คู่แข่ง ซึ่งได้สะสมมานานหลายปี มัน "ดับวูบ" ลงไปภายในไม่กี่นาทีนี้เอง
เราเดินออกมาจากห้องประชุม หนังสือพิมพ์ คู่แข่ง ยอมรับว่าเวลานั้น ผมมีความรู้สึกว่า "จุกเสียดแน่นหน้าอก" พูดอะไรไม่ออก ถ้ามีผู้หญิงทำให้ผมอกหักสักร้อยครั้ง มันยังจะไม่ "เจ็บปวด" ถึงเพียงนี้เลย นั่นคือ ความผิดหวังครั้งยิ่งใหญ่ในยุควิกฤติ 2541
แล้วเราก็เดินออกมา ภรรยาผมก็ได้แต่พูดว่า ไม่เป็นไรหรอกป๋า เราค่อยหาทางใหม่ก็แล้วกัน
ผมกลับมารักษาแผลใจอยู่กว่า 1 สัปดาห์ ตอนนั้นไม่ทำอะไรเลย ไปเช่าหนังจีนชุดจอมยุทธ์แบบโบราณ ซึ่งมีความยาวเรื่องละ 25-30 ม้วน มานอนดูทั้งวันทั้งคืนทุกเรื่องเท่ามีอยู่ในร้านเช่าวิดีโอ
หลังจากนั้นไม่นานก็มาเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรืออยู่ใน ซอย ลาดพร้าว 87 เพราะตอนนั้นไม่รู้จะไปสมัครงานนักข่าวที่ไหน เนื่องจากไม่มีค่ายไหนเปิดรับเลย
ผมกะว่าจะขายก๋วยเตี๋ยวเรือไปพลางๆ เพื่อรอเวลา โดยไปซื้อสูตรก๋วยเตี๋ยวเรือมา ไม่แน่ใจว่า 3,000 - 4,000 บาทนี่แหละจำไม่ได้
แรกๆ คนก็เข้ามากินเยอะพอยิ้มได้เต็มปาก ขายได้วันละ 800-1,000 บาท แต่ระยะหลังๆ คนกลับเริ่มหดหายไป บางวันขายได้ไม่ถึง 300 บาท ผมรู้เลยว่า ก๋วยเตี๋ยวเรือรสชาติไม่คงที่ บางวันอาจอร่อย บางวันอาจไม่อร่อย แค่นี้ผมก็รู้แล้วล่ะว่า อาชีพนี้ไม่ใช่เวทีสำหรับผมแน่ แถมภรรยาก็บ่นว่าเหนื่อยทุกวัน เพราะอาชีพขายของเนี่ย ยอมรับว่าเหนื่อยตั้งแต่เช้าจรดเย็น เหงื่อเยิ้มหน้ามันแผล็บทั้งวัน
เปิดได้ 2 เดือนเศษๆ ก็ต้องปิดกิจการไป โดยเซ้งร้านให้คนอื่นทำต่อ ขาดทุนไปกว่า 70,000 บาท เพราะตอนที่ลงทุนครั้งแรกนั้นกว่า 150,000 บาท เนื่องจากเป็นบ้านหลังใหญ่ มีพื้นที่จอดรถได้หลายคัน ไม่ใช่ร้านขายก๋วยเตี๋ยวแผงลอยข้างถนนอย่างที่เห็นๆ กัน
ก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2539-2540 ผมก็เคยเปิดร้านอาหารชื่อ "ข้าวต้มนักข่าว" แถวถนนพัฒนาการ หน้าอาบ อบ นวด มาแล้ว พร้อมกับทำข่าวที่หนังสือในเครือ ผู้จัดการควบคู่ไปด้วย ทำได้ 6-7 เดือนเจ๊งไปกว่า 3 แสนบาท
แม้ผมและภรรยาจะมองหาทางออกไม่เจอ แต่ "จิตวิญญาณ" ของผมไม่เคยคิดที่จะยอมแพ้ชะตาชีวิตง่ายๆ โดยเฉพาะ "อาชีพสื่อมวลชน" ที่ผมอยู่ในสมรภูมินี้มานับสิบๆ ปี ในช่วงนั้นผ่านมาแล้วหลายฉบับ
มันไม่มีวันตาย และ "ล่มสลาย" ไปจากใจแม้แต่นิดเดียว ผมยังคิดและมองหาช่องทางใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาว่า จะ "แจ้งเกิด" ในอาชีพนี้ด้วยตัวเองได้อย่างไร
เพราะเท่าที่รู้มาคนที่จะมาลงทุนในธุรกิจสื่อได้ จะต้องมีเงินไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท ถึงจะเปิดได้ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะประสบความสำเร็จ เพราะธุรกิจนี้ใครๆ ก็พูดว่าเอาเงินมาฉีกทิ้งชัดๆ
แต่ผมไม่มีทางไป จะให้ไปทำอาชีพอื่นก็คงจะยาก เพราะผมเดินอยู่ใน "เส้นทางสื่อ" มาไกล จนหาทางไปสู่อาชีพอื่นไม่เจอ อายุผมในช่วงปี 2541 ก็ปาเข้าไป 36-37 ปีแล้ว
ในที่สุดผมก็มาเปิด "หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์" ฉบับแรกที่วางแผงก็คือ 1 กรกฎาคม 2541 มีเงินลงทุนพอลูบหน้าปะจมูกไปวันๆ เท่านั้นเอง แต่ทุนก้อนใหญ่ที่ผมลงไปเต็มที่ น่าจะกว่า 80% ด้วยซ้ำไป ทุนก้อนนั้น ก็คือ ความคิดที่แตกต่าง สร้างความจริงให้ปรากฏก่อนที่มันจะเกิดขึ้นจริงๆ เพื่อนำเสนอ "โปรเจ็กท์" ความเป็นไปได้กับนักธุรกิจ
นับว่าโชคดีหน่อย เพราะสมัยก่อนตอนที่ผมอยู่หนังสือพิมพ์ดังๆ 3-4 เล่ม ผมเคยช่วยเหลือนักธุรกิจไว้ไม่น้อยในหลายรูปแบบด้วยกัน เวลาผมเดือดร้อนไปขอความช่วยเหลือ พวกเขาก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือ อุ้มชูกันมาจนมาถึงปัจจุบันนี้แหละ!
จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ครบ 11 ปีพอดี "หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์" ได้ฝ่า "คมหอกคามดาบ" มาสารพัดรูปแบบ ถ้าผมไม่ใช่คนที่ "กล้า บ้า บิ่น" แบบสุดขั้ว คงเจ๊งไปตั้งแต่ปี 2545-2546 แล้ว
ในยุคที่เกิด "สงครามสื่อ สงครามขายตรง" ซึ่งมีการแบ่งขั้ว แบ่งค่ายกันรุนแรงมาก "หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์" ถูกรุมสะกรำจากสื่อขายตรงด้วยกัน และกลุ่มธุรกิจที่เสียประโยชน์ ผมเองก็ไม่ได้โกรธ และโทษพวกเขาหรอก เมื่อผมเลือกที่จะสร้างทางเดินสายใหม่ให้กับตนเอง
ดีกรีของ "แรงเสียดทาน" ย่อมมีสูงเป็นธรรมดา..
"หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์" ที่ถูก "รุมกินโต๊ะ" ทั้งต่อหน้า และลับหลัง ถ้าเป็นสื่อฉบับอื่นผมว่าไปไม่รอดแน่นอน หลายคนอาจสงสัยว่า "ผมและทีมงาน" ทำอย่างไรถึงได้ "ฝ่าดง(ตี)น" ในสงครามเครือข่ายมาได้
ก็ต้องขอบอกกล่าวกันไว้ในที่นี้เลยว่า การดำเนินชีวิตของผม ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม "ต้องทำด้วยจิตวิญญาณ โดยใช้ชีวิต และหัวใจเป็นเครื่องเดิมพัน" เพราะมันเป็น "ต้นทุน" เพียงอย่างเดียวที่ผมมีอยู่
ส่วนมันจะมีค่าและความหมายสำหรับผู้คนหรือไม่ ผมไม่อาจตอบแทนใครได้ แต่ผมมี "ต้นทุน" อยู่เท่านี้จริงๆ ผมจะทำอะไรก็ตาม จะเอา "ความจริงใจ" ออกมากองไว้ให้ผู้คนในสังคมนี้จับต้องได้ ลูบคลำได้ ซึ่งจะสังเกตง่ายนิดเดียว ผมจะทำอะไรก็แล้วแต่ จะประกาศให้สังคมได้รับรู้ล่วงหน้า ผมไม่กลัวถูกเตะตัดขา ไม่กลัวใครจะมาสกัดแผนการรบของผม
ก็เมื่อผมมีความจริงใจกับมวลชน ผมขายไอเดียให้กับประชาชนได้ลิ้มรสสูตรสำเร็จใหม่ๆ ในการดำเนินชีวิต ถ้าพี่น้องประชาชนไม่เลือกหรือตอบสนองแนวคิดของผม ผมก็พร้อมที่จะ "ปิดฉาก" ตัวเองทุกเมื่อ
จะเห็นว่าที่ผ่านมา ลูกค้าและสมาชิกของบริษัทนั้นๆ จะมาก่อน รวยก่อน สำเร็จก่อน ส่วนผมและทีมงานเป็นแค่ "ของแถม" กับความสำเร็จนั้นๆ!!
11 ปีที่ผมใช้สิ่งนี้ลงทุนไป ผู้คนในวงการเครือข่ายหรือขายตรง ได้เข้ามา "ซึมซับ"อย่างใกล้ชิดจาก 1 เป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันผมว่า น่าจะมีบริษัทขายตรงกว่า 40-50 บริษัทด้วยซ้ำไป ที่ได้เข้ามาสัมผัส "กลิ่นไอ" ของ "ความจริงใจ" ที่กินได้ จับต้องได้
เพราะนี่คือ "ต้นทุน" ที่ผมมีอยู่เพียงสิ่งเดียวในชีวิต ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบริษัทขายตรงที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ และไม่มีชื่อเสียงมากนัก ก็จะมาใช้บริการจากผม
บังเอิญผมพอมีความรู้อยู่บ้าง ในเรื่องของการ "วางยุทธศาสตร์" ที่เจ้าของบริษัทขายตรงไปหาอ่านในตำราเล่มไหนๆ ไม่มี ผมก็จะคอยช่วย "เสริมเติมเต็ม" ให้เหล่านั้น คิดในสิ่งที่เขามองข้ามไป เติมในสิ่งที่เขาขาด "บาทเดียว" ผมก็ไม่รับค่าตอบแทนน้ำใจ
คนเราจะทำอาชีพอะไรก็ตาม จำเป็นต้อง "สร้างจุดขาย" ให้ชัดเจน คือ สร้างให้คนเดินตาม ผมรู้ว่า การ "สร้างจุดขาย" กับการ "หาจุดขาย" ความหมายมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่เข้าใจ "ลึกซึ้ง" นักในเรื่องอย่างนี้
เมื่อเข้าใจไม่ "แตกฉาน" ก็เลยแยกไม่ออก ทำให้กำหนด "ยุทธศาสตร์" ด้านการการตลาด "ผิดพลาด" อย่างน่าเสียดาย
ฉะนั้น การกำหนด "จุดขาย" ให้ชัดเจนตั้งแต่สัมผัสแรก ถือเป็นสิ่งสำคัญมากในการก้าวเข้าไปสู่สมรภูมิ "แข่งขัน" เพราะถ้าเราเดินเกมรบ "พลาด" ตั้งแต่แรก ก็จะลำบากที่จะ "ก้าวเดิน" ในขั้นต่อไป
การที่ผมเข้าไปอยู่ใน "วงล้อม" ของการแข่งขันในอุตสาหกรรมขายตรงโดยไม่รู้ตัว ทำให้มองเห็นเกมส์รบใหม่ๆ ที่จะนำออก "มาเล่น" ในสงคราม "ช่วงชิง" ผู้บริโภคค่อนข้างทะลุปรุโปร่ง
อาจเป็นเพราะว่า ผมไม่ได้ "ฝักใฝ่" ค่ายขายตรงใดขายตรงหนึ่ง ผมไม่เคยสร้างสายงานกับบริษัทไหนเลย ถ้าคิดอยาก "รวยเพียงชั่วข้ามคืน" ในบรรดาสื่อด้วยกัน รวมถึงแม่ทีมอยู่ในประเทศนี้ทั้งหมด ผมเชื่อมั่นว่า ผมสร้างสายงานได้ยิ่งใหญ่มากกว่าใครเพื่อนภายใน 1-2 ปี
แค่ผมระดมกลุ่มแม่ทีมสัก 20-30 คน เข้ามาเป็นคณะทำงาน คอยฝึกคน สอนคน โมติเวท แล้วผมเปิดรายการทีวีดาวเทียมรองรับ จับมือกับบริษัทไหนสักแห่งที่ผมคิดว่าสินค้าและแผนการตลาดเยี่ยม สัมภาษณ์แม่ทีมในสายงานผมที่ฝีปากกล้าหมุนเวียนกันออกอากาศทุกวันๆ ละ 2-3 รอบ ลองคิดดูก็แล้วกันว่า ผู้คนที่จะเข้ามาเป็นสายงานของผมจะมากแค่ไหน
ที่แน่ๆ อย่างต่ำวันละ 300 คน เดือนละ 9,000 คน ปีละ 108,000 คน ลองคิดดูผมมีสายงานปีละ 108,000 คน 2 ปีก็ 216,000 คน แล้วคนพวกนี้ก็จะไปขยายงานตามธรรมชาติอีก ตัวเลขแค่นี้ลองคิดดูว่ายากสำหรับผมหรือไม่
นี่ไม่ใช่เรื่อง "จินตนาการ" หรือเป็น "การเพ้อฝัน" แต่เป็น "ของจริง" ที่ผมได้แนะนำบริษัทขายตรงหลายค่าย ให้นำ "กลศึก" นี้ไปใช้ จนประสบความสำเร็จเพียงชั่วข้ามคืนมาแล้ว
แล้วบริษัทคุณล่ะ ยังคิดล้าหลังอยู่อีกหรือ?
นอกเหนือไปจากนี้ ถ้าจะพูดถึงการแข่งขัน ผมไม่เคยปล่อยให้เพื่อนมิตร ต้องต่อสู้อย่างเดียวดาย เพระผมรู้ว่า การอยู่ในสังคมแบบเดียวดายมันไร้ค่า และความหวัง คุณจะเก่งแค่ไหนก็ตาม ถ้าไม่มีเพื่อนร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ คุณก็ไปไม่ได้ไกลอยู่ดี
ฉะนั้น การแข่งขันเราไม่อาจหลีกเลี่ยงมันได้ เมื่อหนีมันไม่พ้น ก็จงเต็มใจใน "เกมส์การคู่แข่ง" ทุกสถานการณ์ เพราะเราคงไปหยุด หรือห้ามไม่ให้มีการแข่งขันไม่ได้อยู่ดี
บริษัทขายตรงหลายสิบบริษัทที่เติบโตมาพร้อมๆ กับ "หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์" เขาจะไม่รู้สึก "เดียวดาย" เมื่ออยู่ในสมรภูมิของการแข่งขัน และผมเองก็คงไม่ปล่อยให้พวกเขาต้อง "โดดเดี่ยว" แน่นอน ยกเว้นพวกบริษัทที่หลงตัวเอง และลืมกำพืดของตัวเอง คนพวกนี้ผมจะคอยดูว่า เมื่อเวลา "ธุรกิจเผชิญปัญหา" กับเกมส์การแข่งขันรูปแบบใหม่ คุณจะแก้ไขอย่างไร
ผมพูดเสมอว่า "โลกเครือข่าย" ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก มันไม่ได้เปลี่ยนไปตามธรรมชาติ ซึ่งอาจใช้เวลา 10-15 ปี แต่เวลานี้มันเปลี่ยนไปทุกวัน ทุกนาที
ทุกคนต้องน้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง
เมื่อ 2-3 ปีที่แล้วผมเคยบอกว่า อีก 3-5 ปี วงการขายตรงไทยจะต้องเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ การทำตลาดแบบเก่าๆ ต้องปิดฉาก หรือไม่ก็คงได้รับความนิยมน้อยลงไป ต่อไปนี้ "ขายตรงไทย" จะต้องมีกลไกการทำตลาดแนวใหม่เข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับประชาชนเป็นคนตัดสิน
มาถึงวันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธกันแล้วว่า สื่อหนังสือพิมพ์ขายตรง อาจถึงยุคตกต่ำ แม้ไม่ถึงกับ "ล่มสลาย" ก็คงจะโตไปมากกว่านี้ไม่มากนัก เนื่องจากเวลานี้ได้มี "สื่อทีวีดาวเทียม" เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญอย่างยิ่ง ที่จะกำหนดกลไกการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้ว่าจะเดินไปทางไหน
นี่คือ "อาวุธ" สำคัญในการทำตลาดใหม่ๆ เจาะทะลวงกลุ่มเป้าหมายได้ "ถึงพริกถึงขิง" และถึงห้องนอนเกือบทุกครัวเรือนด้วยซ้ำไป
ใครจะหยุดยั้งเกมส์รบครั้งใหม่นี้ได้ คุณหรือ?
ที่แน่ๆ เราคงไป "ปิดกั้นข่าวสาร" ที่ถูก "ปิดบิดเบือน" เหมือนเมื่อในอดีตต่อไปไม่ได้อีกต่อไป ต่อไปนี้บริษัทขายตรงรายใดไม่มีสื่อทีวีเป็น "เครื่องมือ" ในการทำตลาด บอกได้คำเดียวว่า สมาชิกระดับกลาง และล่าง คงจะอยู่กับบริษัทไม่มีความสุขอีกต่อไป
ในที่สุด ก็ต้องเลือกเข้าไปทำงานกับบริษัทที่มันง่ายกว่า ไม่สลับซับซ้อน แถมใช้สื่อทีวีดาวเทียมเป็นอาวุธ ทุกบริษัทเตรียมรับ "ศึกใหญ่" ครั้งนี้ให้ดีๆ ธุรกิจคุณหนีมันไม่พ้นแน่
ใครก็ตามที่ยังคิดจะสกัดกั้นทุกวิถีทาง กับกลไกการทำตลาด "ขายตรงแนวใหม่" ภายใต้ทฤษฎี "ต่อไปนี้คนทำอาชีพเครือข่ายจะต้องเดินเข้ามาหา และอยากทำในอาชีพนี้ ไม่ใช่ให้เราเดินเข้าไปหาอยู่ฝ่ายเดียว" ตรงนี้แหละที่ผมบอกว่า โฉมหน้าใหม่ของขายตรงจะต้องเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
นี่ไม่ใช่ "สงครามสื่อ ไม่ใช่สงครามขายตรง" ที่เคยเกิดขึ้นมาเมื่อปี 2544-2546 แต่มันเป็น "สงคราม" ที่จะสร้างคนจนรวยใน "อาชีพเครือข่าย" บริษัทคุณพร้อมจะเข้าสู่สงครามนี้หรือไม่ ถ้ายังไม่พร้อมก็ต้องเตรียมตัวรับกับสถานการณ์
ในอดีตการทำอาชีพเครือข่าย มักจะสื่อความหมายออกไปว่า "ใช้สินค้าดีแล้วบอกต่อ" มันถูกถ่ายทอดแบบนี้มานับร้อยๆ ปี กลายเป็น"อาวุธ" ที่ล้าสมัยไปเสียแล้ว เพราะทำให้ผู้คนที่เข้ามาทำอาชีพนี้ประสบความสำเร็จอย่างล่าช้าไม่ทันกิน
แต่เวลานี้ผมเริ่มเปลี่ยนแปลงทฤษฎีนี้บ้างแล้ว โดยตั้งความหมายใหม่ แนวคิดใหม่ในคำว่า "อาชีพเครือข่าย" นั่นก็คือ อาชีพเครือข่าย "รวยแล้วบอกต่อ" ผมจะตอกย้ำคำนี้ออกไปอย่างต่อเนื่อง ไม่จำกัดเวลา เชื่อว่า ภายใน 3 ปีนี้ คำว่า "รวยแล้วบอกต่อ" จะเข้ามามีบทบาทสำคัญ และเป็น "จุดเปลี่ยน" ในอาชีพเครือข่ายไทยอีกทางหนึ่ง
ค่ายไหนที่ยังคิดล้าหลัง แถมยังงมงายอยู่กับสไตล์ความคิดเก่าๆ จะต้องปรับขบวนยุทธ์รองรับแต่เนิ่นๆ มิเช่นนั้นธุรกิจคุณจะ "เสียฐานลูกค้า" ครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมผมถึงไม่คิดเหมือนคนทำสื่อทั่วๆไปคิด คือ มีหน้าที่นำเสนอข่าวสาร แล้วส่งทีมงานไปขอโฆษณาจากบริษัทนั้นบริษัทนี้ เหมือนสื่อทั่วไปทำกัน
เมื่อหลายปีก่อนผมก็เคยคิดแบบนี้แหละ แต่วิธีการดังกล่าว ดูเหมือนว่า เส้นทางนี้แทบจะถูก "ปิดตาย" สำหรับผมและทีมงาน แทบจะไม่มีที่ไหนให้ผมได้เดินเข้าไป ขอแค่เพียง "ซบไออุ่น" เล็กๆ อยู่ในอ้อมกอดของผู้ยิ่งใหญ่
มันไม่มีซอกเล็กๆ ให้ผมเดิน!!
ที่ร้ายไปกว่านั้น พนักงานของผมยังถูกสกัดกั้นทุกรูปแบบ พวกเขาต้องต่อสู้กับ "แรงเสียดทาน" รอบทิศทาง มองเห็นผมเป็น "สื่อนอกคอก" ไม่อยู่ในคอนโทรล
ที่สำคัญ ยังมีเรื่องฝังใจผมไม่เคยลืม เมื่อ 5-6 ปีก่อนมีอยู่วันหนึ่ง "พนักงานโฆษณา" เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่ถึงปี ถือหนังสือพิมพ์ขายตรงมาให้ผมดู 2-3 ฉบับ และเปิดให้ดูพร้อมพูดด้วยน้ำเสียง และนัยน์ตาเศร้าหมองดูน่าสงสารว่า...
"ดูสิบริษัทพวกนั้นเขาลงโฆษณาเต็มหน้า และครึ่งหน้าทุกสื่อเลย แถมลงทุกฉบับด้วย ทำไมเขาไม่ให้ตลาดวิเคราะห์บ้างเลยนะ"
ผมถามพนักงานคนนั้นว่า แล้วเราเข้าไปเสนอโฆษณาเขาหรือเปล่า เด็กสาวคนนั้นบอกว่า ไปเสนอตั้งหลายรอบ แต่เขาก็ไม่สนใจ
ผมก็ได้แต่ปลอบใจพนักงานสาวคนนั้นว่า ไม่เป็นไร เดี๋ยวจะคิดหาทางออกให้ นับแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ ผมแทบจะไม่ได้ถามพนักงานโฆษณาคนไหนอีกเลยว่า ไปยื่นโฆษณากับบริษัทเหล่านั้นอีกหรือไม่
นี่คือ "จุดเปลี่ยน" ทางด้านความคิดครั้งสำคัญของผม มันจำเป็นต้องเปลี่ยนเกมส์รบใหม่ทั้งระบบ ผมรู้เลยว่า คนอย่างผมคงอยู่แบบสื่อทั่วๆ ไปไม่ได้
การสร้างฐานลูกค้า สร้างอาณาจักรผู้บริโภคขึ้นมาใหม่ สร้างฐานเครือข่าย ฐานพันธมิตรอันแข็งแกร่ง มีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่ทุกธุรกิจจะต้องเดินไป
นี่คือ ที่มาว่าทำไมผมถึงให้ความสำคัญกับคำว่า "เครือข่ายยุคใหม่" เหนือสิ่งอื่นใด
เมื่อ "หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์" อยู่มาจนก้าวสู่ปีที่ 12 เช่นนี้ ไม่ใช่ "ฟรุ๊ค" ไม่ใช่ "บุญหล่นทับ" ไม่ใช่ไปสร้างสายงานให้กับบริษัทขายตรงรายใดในประเทศนี้ แต่ผมสร้างทุกสายงานให้เกิดขึ้นในเกือบทุกบริษัท ให้ผู้คนได้กินดีอยู่ดี มีโอกาสมากขึ้น
ที่แน่ๆ "หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์" ไม่มีบริษัทขายตรงค่ายไหนมา "เลี้ยงต้อย" ไว้เป็นเครื่องมือ พันธมิตรทุกค่ายที่คบหา ล้วนเกิดจาก "ความจริงใจ" ที่ได้ร่วมรบกันมา ไม่ใช่คบหาในลักษณะสอพลอตอแหล และหลอกลวงกันไปวันๆ เท่านั้น
เมื่อมาถึงวันนี้ ผมไม่เชื่อว่า จะมีสื่อขายตรงฉบับไหนในประเทศนี้ ที่มีลูกค้าสั่งซื้อหนังสือพิมพ์จากแท่นพิมพ์เป็นมัดๆ สูงสุดครั้งละ 20,000 ฉบับ แต่ "หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์" เคยสร้างปรากฏการณ์นี้มาแล้วหลายครั้ง
ผมไม่เชื่อว่าจะมีสื่อขายตรงฉบับไหน ที่มีโฆษณาลงในฉบับเดียวกัน 4 สี จำนวนถึง 32 หน้า แต่ "หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์" เคยทำเรื่องนี้สำเร็จมาแล้ว
แบบนี้สื่อหนังสือพิมพ์รายปักษ์ยังจะมีเรื่องอะไรที่ท้าทายให้ผมต้องทำอีก ผมว่า นี่ก็สุดยอดที่ผมได้สัมผัสมาแล้วทั้งสิ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมจึงจำเป็นต้อง "แตกไลน์" ไปยังสื่อใหม่ๆ นั่นคือ "ทีวีดาวเทียม" ซึ่งผมได้ลองเข้าไปสัมผัสด้วยการ "จัดรายการ" มากว่า 1 ปีเศษๆ จำนวน 6-7 รายการ ในกลุ่ม MV TV ทั้งหมด 4 ช่องของทุกๆ สัปดาห์ หรือแทบจะเรียกได้ว่าออกอากาศเกือบทุกวัน
เพิ่งรู้ว่า "อานุภาพ" ทีวีดาวเทียมร้ายกาจมาก เพราะกว่า 10 บริษัทที่เข้ามาใช้บริการ ในรายการทีวีที่ผมมีอยู่ ยอดขายพุ่งขึ้นทะลุมิติ แต่นั่นสินค้า และแผนการตลาดต้องดีด้วย เพราะจะไปต่อยอดขายให้เติบโตต่อไปในอนาคต
จากความต้องการของบริษัทขายตรง ที่เรียกร้องให้ผมเพิ่มเวลารายการอีก แต่ก็ทำได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากผมต้องไปเช่าเวลาจากช่องต่างๆ หลายสิ่งหลายอย่างมันไม่ง่ายอย่างที่คิด
เมื่อหนังสือพิมพ์ ผมก็สร้างความสุดยอดในบรรดาสื่อรายปักษ์ด้วยกันมาแล้ว รายการทีวีในช่วง 1 ปี ผมก็เปิดได้ 6-7 รายการ ทุกรายการถูกซื้อเวลาเต็มหมด ผมว่า ในแวดวงขายตรงไม่มีใครทำได้อย่างนี้
แล้วยังจะมีอะไรให้ผมทำอีกล่ะที่มัน "ท้าทาย" ไปมากกว่านี้ หลังศึกษาการเปิดช่องทีวีดาวเทียมอยู่ 2 สัปดาห์ ทำให้ให้รู้ว่า ลงทุนเบื้องต้นไม่ถึง 10 ล้านบาท อยู่ในฐานะที่ผมพอจะทำได้
ยิ่งเวลานี้เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาท ทำให้ใช้กำลังคนไม่มากนัก อีกอย่างทีมงานเดิมที่มีอยู่แล้ว 20 คน ก็เพิ่มงานเพิ่มเงินเพื่อพวกเขาจะมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ดีกว่าเอาเวลาที่เหลือไปแชทเน็ต ดูเว็บโป๊เป็นไหนๆ
นี่คือ ที่มาในการเปิดช่องทีวีดาวเทียม "IN TV" ช่องนี้รวย 24 ชั่วโมง ซึ่งจะเริ่มออนแอร์ในเดือนกันยายนนี้ทั้งวันทั้งคืน เป็นต้นไป
นี่แหละที่ผมบอกว่า จะเป็น "จุดเปลี่ยน" ครั้งยิ่งใหญ่ในวงการขายตรงไทย ระหว่าง "ใช้สินค้าดีแล้วบอกต่อ" กับ "รวยแล้วบอกต่อ" พี่น้องประชาชนจะให้ความสนใจอะไรมากกว่ากัน ฝากไว้เป็นการบ้านให้พี่น้องชาวเครือข่ายนำไปขบคิด
ผมจะใช้สื่อที่มีอยู่ในมือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ และทีวีดาวเทียม ป้อนข้อมูล "ฝังชิป" ความรู้ให้พี่น้องประชาชนที่ "คนอยากรวย" ฟังทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
ใครอยากรวยต้อง "ดูทีวีช่องนี้" เท่านั้น!
เพราะผมมองเห็นความ "ร่ำรวย" ของพี่น้องประชาชนอยู่ข้างหน้าว่า "อาชีพเครือข่าย" นี่แหละ จะสร้างให้ผู้คนมีฐานะที่ดีขึ้น แถมใช้เวลาไม่นานเกินไป ฉะนั้น คำว่า "รวยแล้วบอกต่อ" น่าจะได้รับความนิยมอย่างแน่นอน
ถ้าความจริงถูกเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง ภายใน 3-5 ปี ก็ลองคิดดูก็แล้วกันว่า อะไรจะเกิดขึ้นกับวงการขายตรงไทย
ขนาดเมื่อก่อนผมมีสื่อหนังสือพิมพ์ "ฉบับเล็กๆ" เพียงฉบับเดียว แถมยังถูกโจมตีและสกัดดาวรุ่งรอบทิศทาง ผมยังเปลี่ยนแปลงความคิดของผู้คนในวงการนี้ได้ตั้งเยอะ
ฝ่าดงระเบิดมาได้ถึง 11 ปีเต็ม สร้างสำนักงานเป็นของตัวเอง ได้รับโล่เกียรติยศ จาก "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 18 มิถุนายนที่ผ่านมา ในฐานะสื่อขายตรงดีเด่น ปี 2552 และปี 2551 ก็รับมาแล้ว ติดต่อกัน 2 ปีซ้อน จากสมาคมช่างภาพสื่อมวลชนฯ แถมเปิดช่องทีวีเป็นของตัวเอง ออกอากาศ 24 ชั่วโมง
ใครยังถามว่า "หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์" อยู่อันดับที่เท่าไหร่ จะแข่งกับสื่อฉบับอื่นได้หรือไม่
ผมว่า คนประเภทนี้อย่าทำอาชีพเครือข่ายต่อไปเลยดีกว่า เพราะความคิดล้าหลังมาก เอาแค่เบาะๆ ขณะนี้ผมยิงสปอตโฆษณา "ตลาดวิเคราะห์" ช่อง MV TV ทั้ง 4 ช่อง จาก 7 รายการ เดือนละ 500 สปอต นานกว่า 1 ปี ผู้คนรู้จักเพิ่มมากขึ้นเป็นพันๆ เท่า
และผมยังคิดไปไกลถึงขั้นที่จะเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมคนจนกว่า 50 ล้านคน ในประเทศนี้ให้รวยใน "อาชีพเครือข่าย" ได้อย่างไร ไม่ได้มองว่าสื่อเล่มไหนแข่งขันกัน หรือแทงข้างหลังกันอย่างไร
เมื่อก่อนผมพูดเสมอว่า ถ้าใครชอบอ่านสื่อสไตล์ "กาย ไพรินทร์" ก็ต้องอ่าน "นสพ.ตลาดวิเคราะห์" ถ้าใครไม่ชอบสไตล์นี้ ก็ไม่ต้องซื้ออ่าน
ต่อไปนี้ก็เหมือนกัน ถ้าใคร "อยากรวย" ก็ต้อง เปิดทีวีช่อง "IN TV" ถ้าใครไม่อยากรวยก็ไม่ต้องดูช่องนี้!!
แล้วคุณล่ะอยากรวยไหม๊...!
ฉะนั้น บริษัทเครือข่ายใดก็ตาม ในอดีตอาจเคยคิด "ผิดพลาด" ครั้งใหญ่ ที่หมั่นไส้ "หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์" และหาทางสกัดดาวรุ่งทุกวิถีทาง มาถึงวันนี้ถ้าคุณยังเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ และยังดักดานงมงายอยู่กับความคิดเก่าๆ คุณจะต้องสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่
สื่อฉบับไหนก็ช่วยคุณไม่ได้หรอก เพราะรัศมี "สื่อขายตรง" อานุภาพแคบนิดเดียว
ฉะนั้น ควรหันมาส่งเสริม และสนับสนุนแนวคิดของผมที่จะเปลี่ยนแปลงคนไทย 50 ล้านคน ให้รวยขึ้นจากการทำ "อาชีพเครือข่าย" ดีกว่า เห็นไหมว่า ผมมีแต่ขยายไปข้างหน้า มันไม่ใช่ภาพลวงตา ของจริงที่จับต้องได้ทั้งหมด
นี่ขนาดบริษัทขายตรงหลายค่ายเป็นหนี้ผมรวมกันแล้วเกือบ 10 ล้านบาท ผมยังกล้าเปิด "ทีวีดาวเทียม" ทั้งช่องเป็นของตนเอง ถ้าบริษัทเหล่านี้มีเงินมาใช้หนี้ผม ต่อไปผมเปิดให้อีก 1 ช่อง เป็น 2 ช่องยังได้เลย
เอาให้มันรวยกันไปข้างหนึ่งเลยดีกว่า ที่แน่ๆ ผมไปไกลกว่าการแข่งขันใน "กลุ่มสื่อขายตรง" ระดับเดียวกันไปตั้งนานแล้ว เขาเลิกพูดตั้งนานแล้วว่า "ตลาดวิเคราะห์" อยู่อันดับไหน เป็นเรื่องที่ไร้สาระมากๆ
ที่พูดน่ะไม่ใช่ว่าผมจะ "ยโสโอหัง หรืออวดดี" อะไร เพียงอยากให้พวกที่ชอบคิด และชอบแอบกัดคนอื่นข้างหลังน่ะ เอาสมองไปคิดในสิ่งที่มันสร้างสรรค์ และขายของจริงอย่างผมดีกว่า โดยมีประชาชนเป็นคนเลือก
ฉบับต่อไป ผมจะมาบอกว่า "IN TV" เป็นทีวีดาวเทียม "ช่องเดียว" ในโลกที่ทำในสิ่งที่คนทั้งโลกทำไม่ได้ แต่ผม "กาย ไพรินทร์" ทำได้!!
คุณจะเชื่อไหม๊...เดี๋ยวโชว์ให้ดู!!