312 16 - 31 มกราคม 2555      
   
     
 
   

‘ประกัน’เงยหน้า สู้น้ำท่วม
เปิดตำราเร่งปั้มเบี้ย!
ไม่หวั่นความเสี่ยงเปิด ‘Sub limit’ ช่วยตัวเอง...!

   
               
   

...มหันตภัย ส่งผลลบความน่าเชื่อถือให้กับอารยประเทศต่างๆ ที่มาอาศัยพึ่งใบบุญประเทศไทยในการเข้ามาทำมาหากิน และลงทุนประกอบธุรกิจ ถึงขนาดต้อง “เสียวสันหลัง” วาบในปี’55 นี้ ดูจากท่าที น้ำคงจะมาเร็วกว่าที่คิด แต่สิ่งที่คอยช่วยพยุงนักลงทุนให้อยู่ต่อไปได้ ต้องยกยอปอปั้นกับ “ธุรกิจประกันภัย” ที่มีส่วนสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ประสบภัยและนักลงทุนได้อยู่ ว่าสิ่งที่เสียหายไปอย่างน้อย ถ้ามีการทำประกันภัยไว้ ยังสามารถได้รับความคุ้มครองที่ช่วยซับน้ำตาได้บ้าง...
...เปิดศักราชใหม่ก้าวเข้าสู่ปี “มังกรทอง” ดูเหมือนบริษัทประกันภัยหลายแห่ง จะคึกคัก เตรียมงัดลูกเล่นใหม่ๆ ออกมาฟาดฟันตั้งแต่ต้นปี เพราะครึ่งปีหลัง ยังไม่มีใครคาดเดาได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นในประเทศไทย? ดังนั้น หลายบริษัทจึงต้องตระเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือออกมาแสวงหาลูกค้า ตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อ “กันเหนียว” และชดเชยความเสียหายที่มลายหายไปกับมวลน้ำ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา...!!!
...ต้องยอมรับว่า ความเสียหายจากภัยน้ำท่วมเริ่มต้นจากศูนย์ จบแบบสูญสิ้น จนสูญเสีย และเสียศูนย์ จูนยังไงก็ไม่ติด ทำให้ปีใหม่ ฟ้าใหม่นี้ บริษัทประกันภัยหลายแห่งพยายามที่จะเริ่มต้นกันใหม่ ลืมเรื่องราวร้ายๆ ที่ผ่านมา...แต่ทว่า ตราบใดที่ยังต้องอยู่กับสภาวะเดิมๆ ที่ซัดโหมกระหน่ำกันเข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง ก็เป็นการยากที่จะลืมเลือนฝันร้ายนั้นได้
 น้ำท่วมครั้งที่ผ่านมา เริ่มต้นไล่ล่าความเสียหายมาตั้งแต่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่อยู่สูงสุดของประเทศไทย เป็นข่าวที่น่าตกอกตกใจเป็นกันมาก ที่จังหวัดเชียงใหม่เกิดน้ำท่วม เหมือนกับเป็นการส่งสัญญาณเป็นนัยๆ ว่า น้ำในปีนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน ยังไม่รวมถึงกับพื้นที่อื่นๆ ที่น้ำท่วมเป็นประจำอยู่แล้วในภาคกลาง เช่น นครสวรรค์ หรือ สิงห์บุรี เป็นต้น 
นอกจากนี้ ยังถือว่าเป็นเรื่องปกติของโลกอยู่แล้ว ที่สิ่งของจากที่สูงต้องไหลลงสู่ที่ต่ำ แต่จนแล้วจนรอด มวลน้ำอันมากมายมหาศาลได้พัดผ่าน นำพาความเสียให้แก่ชีวิต ทรัพย์สินรวมไปถึงบ้านเรือน และที่ทำมาหากิน สวน ไร่นา ของชาวบ้านอย่างไม่มีลดละ จนกินพื้นที่ไปล้านกว่าไร่ จากทุ่งนากลายเป็นทุ่งน้ำในเฉียบพลัน  แต่นึกว่าสิ่งเหล่านี้จะมาเป็นแค่หยอกๆ แต่หารู้ไม่ว่า “ทัพน้ำ” ครั้งที่ผ่านมา กลับมีกองหนุนที่กล้าแข็งพร้อมรบที่ไม่มีอาวุธนี้ กลับเป็นบ่อนทำร้ายล้างประเทศไทย เมื่อเหตุการณ์บุกเข้ามาประชิดเมืองกรุงฯ เป็นสถานที่รวมตัวของแหล่งเศรษฐกิจ เหมือนกับว่า กรุงเทพฯ นั้นเป็นหัวใจของประเทศไทย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่สามารถต้านทานธรรมชาติได้
มหันตภัย ส่งผลลบความน่าเชื่อถือให้กับอารยประเทศต่างๆ ที่มาอาศัยพึ่งใบบุญประเทศไทยในการเข้ามาทำมาหากิน และลงทุนประกอบธุรกิจ ถึงขนาดต้อง “เสียวสันหลัง” วาบในปี’55 นี้ ดูจากท่าที น้ำคงจะมาเร็วกว่าที่คิด แต่สิ่งที่คอยช่วยพยุงนักลงทุนให้อยู่ต่อไปได้ ต้องยกยอปอปั้นกับ “ธุรกิจประกันภัย” ที่มีส่วนสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ประสบภัยและนักลงทุนได้อยู่ ว่าสิ่งที่เสียหายไปอย่างน้อย ถ้ามีการทำประกันภัยไว้ ยังสามารถได้รับความคุ้มครองที่ช่วยซับน้ำตาได้บ้าง
งานใหญ่สุดที่สร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้องหนีไม่พ้นเรื่องของนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง ที่ผ่านมาอยู่ในสภาวะ “โรงงานกลางน้ำ” ที่น้ำเริ่มต้นไล่มาตั้งแต่ 1. นิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร มีโรงงาน 49 โรง แรงงานจำนวน 14,696 คน มูลค่าการลงทุน 9,472 ล้านบาท  2. นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ มีโรงงานจำนวน 198 โรง แรงงานจำนวน 90,000 คน มูลค่าการลงทุน 58,000 ล้านบาท 3. นิคมอุตสาหกรรมไฮเทค มีโรงงานจำนวน 143 โรง แรงงานจำนวน 51,186 คน มูลค่าการลงทุน 65,312 ล้านบาท  4. นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน มีโรงงานจำนวน 90 โรง แรงงานจำนวน 60,000 คน มูลค่าการลงทุน 60,000 ล้านบาท 
5. นิคมอุตสาหกรรมแฟคตอรี่แลนด์ มีโรงงานจำนวน 94 โรง แรงงานจำนวน 6,000-8,000 คน มูลค่าการลงทุน 11,000 ล้านบาท ล้วนอยู่ในพื้นที่จังหวัดอยุธยา รวมแล้วจำนวน 215,882 คน ทั้งหมดจะเป็นแรงงานของบริษัทโดยตรง 60% ส่วนอีก 40% เป็นแรงงานของบริษัทรับช่วงต่อไม่ใช่ของโรงงานในพื้นที่ซึ่งมีประมาณ 86,352 คน มีความเสี่ยงถูกเลิกจ้างมากที่ ส่วนที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีได้แก่  6. นิคมอุตสาหกรรมนวนคร มีโรงงานอุตสาหกรรมมากถึง 400 โรง มูลค่าการลงทุน 100,000 ล้านบาท และแรงงาน 170,000 คน และ 7. นิคมอุตสาหกรรมบางกะดี โรงงานจำนวน 44 โรง แรงงานจำนวน 30,000 คน มูลค่าการลงทุน 22,000 ล้านบาท
สำหรับบริษัทประกันภัย งานนี้โดนพิษสงของ “น้องน้ำ” ไปตามๆ กัน เริ่มต้นด้วย “บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด สาขาประจำประเทศไทย” ออกมาบ่นอุบพร้อม “ปาดเหงื่อ” ว่าใน 7 นิคมฯ นั้น มีส่วนเอี่ยวเข้าไปด้วยถึง 40% และในเวลาต่อมา เหตุการณ์ร้อนถึงขนาด Caisse Centrale de Reassurance (CCR) ที่เป็นบริษัทรับประกันภัยต่อ (Re Insurance) ยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศของฝรั่งเศส โบกมือบ๊ายบายประเทศไทย เนื่องจากเป็นผู้ที่มีส่วนแบ่งการตลาดประกันภัยในประเทศไทยถึง 30% แถมไม่ใช่แค่บ้านเราบ้านเดียวที่โดนบอกเลิก แต่ยังรวมไปถึงประเทศนิวซีแลนด์และออสเตรเลียด้วย เพราะในช่วงหลายปีที่ผ่านมา กลุ่มประเทศเหล่านี้โดนมหันตภัยครั้งรุนแรงไล่ตามกันมาอย่างประชิดกันในรอบขวบปีที่ผ่านมา
ล่าสุด “บริษัท มิวนิค รีอินชัวรานซ์” บริษัทประกันภัยใหญ่ที่สุดในโลก เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา ภัยพิบัติทางธรรมชาติ ได้สร้างความเสียหายด้านมูลค่าประกันภัยสูงถึง 3.3 ล้านล้านบาท ซึ่งกลายเป็นสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้น 2 เท่าจากปี 2553 และทำลายสถิติเดิมของปี 2548 ที่มีมูลค่าความเสียหายอยู่ที่ 3.18 ล้านล้านบาท
ภัยพิบัติทางธรรมชาติ 4 อันดับ ที่สร้างความเสียหายมากสุดในปีที่ผ่านมา
อันดับ 1 แผ่นดินไหวและสึนามิ ที่ประเทศญี่ปุ่น ความเสียหายในด้านมูลค่าประกันภัย 1.26 ล้านล้านบาท
อันดับ 2 แผ่นดินไหวที่เมืองไครเชิร์ส ประเทศนิวซีแลนด์ ความเสียหายด้านประกันภัย 409,500 ล้านบาท
อันดับ 3 น้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปีของประเทศไทย ความเสียหายด้านประกันภัย 315,000 ล้านบาท
อันดับ 4 เฮอริเคนไอรีน ในสหรัฐฯ ความเสียหายด้านประกันภัย 220,000 ล้านบาท
     ...สิ่งที่เกิดขึ้น ชี้ให้เห็นว่าเหตุการณ์น้ำท่วมของไทยในรอบ 50 ปี สามารถติดแท่นชาร์จของมูลค่าความเสียหายต่อธุรกิจประกันภัยในไทยได้อย่างไม่ยากเย็นนัก และยังเป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งน่าภูมิใจ(ตรงไหน) แต่หนทางออกในอนาคตยังเหมือนจะมีแสงสว่างอยู่รำไร ในปลายอุโมงค์ แต่ทางเดินที่ก้าวผ่านกับลำบากอยากยิ่งยวดนัก เพราะหลายฝ่ายในภาครัฐบาลกับเมินเฉยเหตุการณ์ที่ผ่านมา พร้อมโยนความรับผิดชอบทุกอย่างในการบริหารจัดการน้ำไปต่างๆ นานา ตามที่เห็นบนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์
     นอกจากนี้ “ประเวช องอาจสิทธิกุล” เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)  ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งได้เพียง 2 เดือนเศษ กลับต้องมาเจอเผือกร้อน ทั้งๆ ที่กลิ่นเก้าอี้ใหม่ยังไม่ได้จางหายไปแม้แต่นิดเดียว ได้แต่วิ่งโร่ออกไปต่างประเทศ เพื่อดึงความเชื่อมั่นให้กับบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ ให้ยังอยู่ในประเทศไทยต่อไป แต่ไร้แววแผนการที่ชัดเจนให้ต่างชาติเห็น ด้านต่างชาติที่ยังคงมึนงงกับแผนป้องกันในปีนี้และปีต่อๆ ไป แม้คนไทยอย่างพวกเราเองยังมึนตึ๊บต่อไปว่า แผนการที่ชัดเจนในการป้องกันน้ำท่วมอย่างชั่วคราวหรือถาวร จะมีหน้าตาออกมาเป็นเช่นไร ในอนาคตอันใกล้นี้
     ยังไม่รวมถึง “กองทุนมหันตภัย” ที่จะออกมาในรูปแบบไหน มีแต่ข่าวออกมาว่ารัฐบาลมีเงินให้ 50,000 ล้านบาท เท่านั้นเอง เงินอย่างเดียวมันช่วยทุกอย่างไม่ได้ แต่ความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการทั้งธุรกิจประกันภัยรวมไปถึงธุรกิจอื่นๆ ที่น่าเชื่อถือต่างหากที่ประชาชนต้องการจะเห็น
ประจวบกับช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา หลายๆ จังหวัดลืมเรื่องน้ำท่วมออกไปจากหัวจิตหัวใจได้อย่างทันใด ตามนิสัยของคนไทยที่ลืมง่ายอยู่แล้ว ข่าวน้ำท่วมในภาคใต้กลับมาหลอกหลอนคนไทย ซ้ำรอยหัวจิตหัวใจคนไทยอีกครั้งหนึ่ง เมื่อดูจากเหตุการณ์หลายๆ ปีที่ผ่านมา ไม่แปลกใจอยู่แล้ว ที่จะท่วม เพราะเป็นเหมือนกับงานเทศกาลประจำปี ที่คอยเกิดขึ้นอยู่ทุกปี เพียงความรุนแรง คอยทวีความจำ ปวดชอกช้ำมากขึ้นกว่าเดิมแค่นั้นเอง
ส่งผลให้งานนี้ร้อนถึง “เลขาธิการ คปภ.” อีกรอบ ทั้งที่ค่าสินไหมในช่วงน้ำท่วมยังเคลียร์ปัญหาเรื่องราวกับนิคมฯ ยังไม่จบไม่สิ้น และทุกอย่างกำลังเข้ารูปเข้ารอยอยู่แล้ว มีทิศทางดีขึ้นตามลำดับน้ำที่ลดลงไป ทำให้งานชิ้นใหม่เข้ามาระเบิดอีกรอบ งานนี้นายกวินาศภัย กลุ้มใจไม่แพ้ท่านเลขาฯ แน่ๆ
ล่าสุดบริษัทประกันภัยอย่าง “ทิพยประกันภัย” ออกตัวแรงตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ที่เปิดการขายประกันภัยในส่วนของน้ำท่วม แต่จะเป็นการขายแบบ (Sub limit) เพื่อคุ้มครองตัวเองเป็นหลัก แต่ก็ยังคุ้มครองประชาชนเหมือนเดิม เพื่อป้องกันความเสี่ยงไว้ ส่วนบริษัทที่ออกกรมธรรม์ตามมาติดๆ ที่เริ่มเปิดขายไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ของบริษัท “เมืองไทยประกันภัย” ที่ออกมาบอกว่ามีการกล่อมกับบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว จึงเริ่มเปิดขายให้กับประชาชนในส่วนนี้ แต่ก็ยังเป็นการขายแบบ (Sub limit) เช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่รู้ว่า จะมีบริษัทประกันเจ้าไหน ที่เตรียมจะออกวิ่งในลู่ทางเดียวกันกับ 2 บริษัทนี้หรือไม่ เพราะเหตุการณ์น้ำท่วม นับวันยิ่งจะกลายเป็นปัญหาซ้ำซาก คาราคาซัง สร้างความเสียหายให้กับประชาชน และสร้างความเสียหายในแง่เบี้ยประกันของบริษัทตัวเองด้วย
ส่วนที่มีข่าวกระทึกครึกโครมออกมากันหนาหูว่า เบี้ยประกันน้ำท่วมของไทยถูกอย่างโน้นอย่างนี้ แต่แท้จริงแล้วราคาค่าเบี้ยประกันน้ำท่วม กลับยังแพงกว่าหลายประเทศที่ขายประกันในส่วนนี้อยู่ แถมความคุ้มครองที่ได้รับกลับเป็นแบบ Sub limit ด้วยซ้ำไป 
นอกจากนี้ ยังถือว่าเป็นการใจกล้ามาก กล้าเปิดขายกรมธรรม์ในส่วนของน้ำท่วม ที่ยังไม่มีแผนป้องกันอยู่ในขณะนี้  เมื่อมองลึกลงไปในระบบของธุรกิจประกันภัย เหมาะจะใช้คำว่า “การลงทุนต้องมีความเสี่ยง” เป็นเรื่องปกติของวงการนี้ แต่น้ำท่วมยังเป็นความเสี่ยงแบบซ้ำซาก จำเจ โดยปีนี้น่าจะทวีความรุนแรงมากกว่าปีที่แล้ว ตามคำทำนายของสำนักต่างๆที่ให้ข่าวออกมาทุกวัน
อย่างไรก็ตามในแง่การตลาด เป็นเกมชิงความได้เปรียบก่อนบริษัทอื่นด้วยซ้ำ ที่ยังมีความลังเลในการขายกรมธรรม์ชิ้นนี้ ที่รอดูกระแสความเป็นไปของตลาด แต่ที่มั่นใจได้ว่า ขณะนี้ 2 บริษัท โกยเบี้ยไปรอก่อนใครเพื่อนเป็นที่เรียบร้อย!!!      
อนาคตทิศทางของวงการประกันภัยในประเทศไทย จะเดินต่อไปในเส้นทางไหนยังไม่มีใครทราบ ด้วยปัจจัยในแง่ลบของประเทศไทยแล้ว กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งปี จนกระทั่งวันสุดท้ายของปีก็ยังถาโถมเข้า จนการก้าวเดินที่จะเกือบราบร้อยต้องสะดุดกึกในเฉียบพลัน ไม่รู้ว่าบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศจะมีท่าทีเช่นไรต่อไป ทั้งที่ไปอ้อนวอนให้กลับมาแล้วก็ตามที...