| |
|
...ดูเหมือน “พิษมหาอุทกภัย” เมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ยังคงสร้างความ “หวาดผวา” ให้กับใครหลายๆ คน ซึ่งหากมองในแง่ของความเสียหายในภาพรวม “ธนาคารโลก (ประจำประเทศไทย)” ได้ประเมินความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศราว 1.4 ล้านล้านบาท
แน่นอนว่า “พิษมหาอุทกภัย” ธุรกิจที่มีส่วนรับผิดชอบไปเต็ม “ตี(น)” และเป็นที่น่าจับตามอง หนีไม่พ้น “ธุรกิจประกันภัย” ที่ต้องแบกรับความเสียหายส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่ทำประกันภัยไว้ ทาง “สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)”
ซึ่งว่ากันว่า “มหาอุทกภัย” ในครั้งนี้ ส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจประกันภัย ถึงขั้นขาดทุนกันยาวถึง 10 ปี กว่าจะสามารถทำทุนกลับคืนมาได้ ซึ่งยังไม่แน่นอนเหมือนกันว่า จะสามารถฟื้นคืนมาได้หรือไม่ เพราะเส้นทางข้างหน้า ยังไม่มีใครคาดการณ์ได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นตามมาอีก?
เมื่อประเมินค่าความเสียหายจาก “มหาอุทกภัย” ในครั้งนี้ คาดว่าน่าจะไม่ต่ำกว่า 300,000 ล้านบาท จากการรับประกันภัย ซึ่งแน่นอนว่า “เม็ดเงินมหาศาล” ที่จะต้องจ่ายออกไป เพื่อเยียวยารักษากลุ่มลูกค้า เป็นจำนวนมากโขขนาดนี้ ย่อมอาจจะกระทบกับฐานะการเงินของบริษัทประกันภัยหลายแห่ง และอาจจะต้องทำให้บริษัทประกันภัยเหล่านั้น ต้องเพิ่มทุนเพื่อรองรับค่าสินไหมทดแทนที่เพิ่มขึ้นและพยุงเงินกองทุนไม่ให้ต่ำกว่าเกณฑ์ ที่ทาง “คปภ.” กำหนด
ตรงนี้แหละ! ที่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการประกันภัยไทย เพราะการเพิ่มทุนอาจจะมีปัญหา เมื่อผู้ถือหุ้นคนไทย ไม่มีกำลังทรัพย์ และกะจิตกะใจ ที่จะไปเพิ่มทุน หรือไม่ต้องการเพิ่มทุนอีก เพราะมองว่าไม่คุ้มค่ากับการลงทุน
“คนไทยถอดใจ เพราะดูแล้วน่าจะรับไม่ไหว แต่ต่างชาติกลับจ้องกระโดดเข้าใส่ เพราะมองยังไง ธุรกิจประกันภัย ก็ยัง ทำกำไรได้ไม่ยาก”
แต่ปัญหาของเรื่องนี้ กลับติดอยู่ตรงที่ ข้อกฎหมายที่จำกัดสัดส่วน การถือหุ้นของต่างชาติห้ามเกิน 49% จึงเป็นกำแพง ที่ต่างชาติไม่กล้าข้ามมาแหยม...!!!
ทว่า ล่าสุด “ประเวช องอาจสิทธิกุล” เลขาธิการ คปภ. หน้าใหม่ ก็ออกมาพูดในทำนอง ที่จะทลายกำแพง โดยได้เปิดเผยว่า ทาง คปภ. พร้อมที่จะพิจารณาผ่อนปรนกฎเกณฑ์เกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติโดยจะอนุญาตให้ถือหุ้นในบริษัทประกันภัยได้เกินกว่า 49% ในกรณีที่ต้องมีการเพิ่มทุน โดยจะพิจารณาให้เป็นพิเศษ เฉพาะกรณีที่บริษัทประกันภัยนั้นๆ มีความเสียหายจากอุทกภัยเป็นจำนวนมากเท่านั้นไม่ เกี่ยวกับความเสียหายจากกรณีอื่นเพื่อช่วย เหลือบริษัทประกันภัยไม่ให้ประสบปัญหาฐานะการเงินและการจ่ายสินไหมทดแทนไม่สะดุด...!!!
ส่วนบริษัทประกันภัย ที่เข้าข่ายลักษณะนี้ “ท่านเลขาฯ” บอกว่า ขอยังไม่ให้คำตอบ เพราะมีบริษัทประกันภัยที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทยและชาวต่างชาติกำลังเจรจาต่อรองกันอยู่ ซึ่งการพิจารณาให้ชาวต่างชาติถือหุ้นเกิน 49% นั้นไม่ให้ตลอดไปจะกำหนดเงื่อนไขเวลาให้ภายในกี่ปีหลังจากนั้นจะต้องกลับเข้าสู่โครงสร้างเดิม การพิจารณายึดตามเกณฑ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้กับธนาคารในช่วงเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540
สำหรับบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากเคลมน้ำท่วมจนทำให้เงินกองทุนลดลง และเตรียมจะเพิ่มทุนเข้ามา อาทิ บริษัท ไทย รับประกันภัยต่อ จำกัด (มหาชน) หรือไทยรีจะเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 1,081,387,350 บาท เป็น 5,268,742,290 บาท โดยจะออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนราคาหุ้นละ 1 บาท ขายให้แก่
ผู้ถือหุ้นเดิมและบุคคลในวงจำกัดซึ่งจะทำให้สัดส่วนการถือหุ้นของคนไทยลดลงต่ำกว่า 75% ไทยรีให้เหตุผลของการเพิ่มทุนว่า
ซึ่งจากเหตุการณ์น้ำท่วมทำให้บริษัทซึ่งเป็นบริษัทรับประกันภัยต่อแห่งเดียวของประเทศไทยที่มีการรับประกันภัยต่อของภัยต่างๆ ในประเทศไทยอย่างกว้างขวางได้รับผลกระทบจากความเสียหายครั้งนี้ โดยประมาณการว่า หากเกิดความเสียหายสูงสุดที่อาจส่งผลกระทบให้อัตราส่วนการดำรงเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย (CAR Ratio) ต่ำกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบันและอาจจะต่ำกว่าเกณฑ์ของ “คปภ.” ที่กำหนดไว้ 125% ซึ่งตามงบการเงิน ณ 30 กันยายน 2554 บริษัทมีอัตราส่วน CAR Ratio อยู่ที่ 169.98%
ดังนั้น บริษัทต้องมีเงินกองทุนใหม่เข้ามาสนับสนุนเพื่อความพร้อมที่จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนและดำเนินธุรกิจได้อย่าง มั่นคงต่อไป ซึ่งภายหลังการเพิ่มทุนจะมีเงิน กองทุนใหม่เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 6,975 ล้านบาท มี CAR Ratio ตามเกณฑ์ “คปภ.”
...ในปี 2555 หรือ ใครๆ ก็คาดหวังให้เป็นปี “มังกรทอง” ของธุรกิจ แต่ “ธุรกิจประกันภัย” จะเกิดจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญอย่างแน่นอน เพราะ “มหาอุทกภัย” ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้หลายบริษัท ต้องควักกระเป๋า “เฉือนเนื้อตัวเอง” ไปหลายร้อยล้านบาท ทำให้งานนี้ ต้องมีการถอดใจกันไปบ้าง เป็นเรื่องธรรมดา...!!!
|
|
|