การพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรระดับบน คงไม่ง่ายเหมือนเดินบนปุยนุ่นอย่างที่บางคนคาดคิดไว้ ใครที่จะอยู่ในธุรกิจนี้ได้ นอกจากต้องระดมสมองหากลยุทธ์แปลกๆ มาปลุกตลาดตลอดเวลา และต้องมีสายป่านยาวที่จะให้บริการลูกค้าได้อย่างต่อเนื่องแล้ว น้ำอดน้ำทนเป็นเรื่องสำคัญทีเดียว
หากจะถามว่า สินค้าชนิดใดที่ผู้ซื้อซื้อมาแล้ว สามารถเพิ่มพูนฐานะ และภาพพจน์ของตัวเองได้แล้ว ก็คงจะหนีไม่พ้น รถยนต์ และบ้าน แต่หากจะเจาะลึกลงไปให้เลือกระหว่างสินค้าทั้ง 2 ตัวว่าตัวใดมีบทบาทมากที่สุดแล้วก็ย่อมเป็น “บ้าน” อย่างแน่นอน และเมื่อเอ่ยถึงบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการบ้าน เพื่อตอบโจทย์ตลาดบ้านระดับบน และมีรสนิยมที่ดีนั้น หลายคนคงต้องนึกถึงบริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด(มหาชน)หรือ QH นั่นเอง
“ควอลิตี้ เฮ้าส์” ได้เริ่มจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2526 โดยมีวัตถุประสงค์เริ่มแรกในการประกอบธุรกิจให้บริการรับจ้างก่อสร้างบ้านอย่างครบวงจรบนที่ดินของลูกค้า และเมื่อปี 2533 บริษัทได้มีการประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ให้เช่าแยกเป็นโครงการที่พักอาศัยให้เช่า และโครงการอาคารสำนักงานให้เช่า และได้เริ่มประกอบธุรกิจขายบ้านพร้อมที่ดินเป็นครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2535
หลังจากนั้น ควอลิตี้ เฮ้าส์ ก็ได้วางรากฐานเพื่อสร้างอาณาจักรธุรกิจอสังหาฯ ของเมืองไทย มีการขยายธุรกิจแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาโครงการต่างๆ สู่การพัฒนาโครงการเช่าทั้งออฟฟิศ-เซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์ดันแบรนด์ เซ็นเตอร์พอยต์ชนเชนต่างชาติ ชูจุดขายที่แตกต่าง เน้นความเป็นไทย ให้บริการมาตรฐานอินเตอร์ เป็นเพราะผลพวงจากวิกฤติเศรษฐกิจในรอบที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต่างก็นำกลยุทธ์ป้องกันความเสี่ยงมาใช้ในการดำเนินธุรกิจมากขึ้น
และแนวทางหนึ่งคือการสร้างรายได้ระยะยาวจากธุรกิจเช่ามาเสริมรายได้จากการขาย เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกโดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่อาจส่งผลกระทบโมเดลธุรกิจที่ “ควอลิตี้ เฮ้าส์” นำมาใช้ ด้วยการพัฒนาโครงการประเภทออฟฟิศและเซอร์วิสอพาร์ตเม้นท์ปล่อยเช่าให้กับลูกค้า นอกเหนือจากการพัฒนาบ้านและคอนโดฯ ระดับกลางจนถึงบนซึ่งเป็นธุรกิจหลัก
ส่วนแนวทางการดำเนินธุรกิจในปี’55 นี้จะเป็นอย่างไร กลยุทธ์การบุกตลาดจะแตกต่างจากปีที่ผ่านมาหรือไม่ เราจะได้รับคำตอบจาก “สุวรรณา พุทธประสาท” กรรมการและรองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ควอลิตี้ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) หรือ QH
การดำเนินงานในปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง การเปิดตัวโครงการเป็นไปตามที่วางแผนไว้หรือไม่
ในปี’54 ที่ผ่านมา ควอลิตี้ เฮ้าส์ และบริษัทย่อย ได้เปิดตัวโครงการทั้งแนวราบและแนวสูง รวมทั้งสิ้น 15 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1.89 หมื่นล้านบาท โดยแบ่งเป็นโครงการภายใต้แบรนด์ Q. House จำนวน 3 โครงการ (บ้านเดี่ยว) ภายใต้แบรนด์ Casa จำนวน 10 โครงการ (บ้านเดี่ยว 8 โครงการ คอนโดมิเนียม 2 โครงการ) และภายใต้แบรนด์ The Trust จำนวน 2 โครงการ (ทาวน์เฮ้าส์ 3 ชั้น 1 โครงการ, คอนโดมิเนียม 1 โครงการ)
การเปิดตัวโครงการในปีที่ผ่านมา ในภาพรวมถือว่าเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ มีเพียงไม่กี่โครงการที่จะเปิดในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีที่ผ่านมา แต่จำเป็นต้องเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากภาพรวมอสังหาฯ ในช่วงดังกล่าวได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วม ส่งผลให้กำลังซื้อชะลอตัว
ส่วนผลประกอบการในปีที่ผ่านมา ยอมรับว่ารายได้รวมของบริษัทคงจะลดลงอย่างแน่นอน เนื่องจากผลกระทบจากน้ำท่วมในไตรมาสสุดท้ายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้รายได้ลดลง 20-30% จากกำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัวลงทันที โดยเฉพาะโครงการแนวราบที่บริษัทมีอยู่ และทำให้บางโครงการที่จะเปิดในไตรมาสนี้ต้องเลื่อนออกไปเช่นกัน แม้ว่าโครงการคอนโดมิเนียมมียอดขายที่ค่อนข้างดี แต่ไม่สามารถชดเชยได้ทั้งหมด ดังนั้นจะส่งผลให้รายได้ปีที่ผ่านมาต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้
ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมปีที่ผ่านมา โครงการเราได้รับผลกระทบบ้างหรือไม่ และทางควอลิตี้ เฮ้าส์ มีมาตรการช่วยเหลือลูกบ้านอย่างไร
จากเหตุการณ์น้ำท่วมในช่วงไตรมาสสุดท้ายปีที่ผ่านมา โครงการของกลุ่มควอลิตี้ เฮ้าส์ ได้รับผลกระทบจำนวน 20 โครงการ จากที่เปิดขายทั้งหมดกว่า 40 โครงการ และมีที่ได้รับผลกระทบเข้าถึงตัวบ้านลูกค้าจำนวน 3 โครงการ คือแบรนด์คาซ่า และลัดดารมย์ ย่านถนนราชพฤกษ์ และถนนวงแหวน 345 รวม 600 ยูนิต
ที่ผ่านมาควอลิตี้ เฮ้าส์ ได้พยายามช่วยเหลือและป้องกันในทุกๆ โครงการ โดยเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อ-เช่าเครื่องปั๊มน้ำ จำนวน 400 เครื่อง,กระสอบทราย และค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ รวมแล้ว 200 ล้านบาท ส่วนโครงการที่พัฒนาใหม่ในปี’55 ก็ได้มีการกระจายในทำเลที่ไม่ประสบปัญหาน้ำท่วมมากขึ้น
ด้านการฟื้นฟูโครงการที่ได้รับผลกระทบหลังจากที่น้ำลดแล้ว ควอลิตี้ เฮ้าส์ ได้ทำความสะอาดโครงการ และบริการตรวจเช็คไฟฟ้า ประปา เบื้องต้น เพื่อให้ลูกค้าสามารถกลับเข้าพักอาศัยในบ้านได้ และใช้สาธารณูปโภคพื้นฐานได้ นอกจากนี้ ควอลิตี้ เฮ้าส์ ยังได้จัดงาน Supplier Day เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้นในการซื้อสินค้าและบริการซ่อมแซมบ้านอีกด้วย
มองตลาดอสังหาฯ หลังน้ำท่วมเป็นอย่างไร และในส่วนของควอลิตี้ เฮ้าส์ ยอดขายตกจากเป้าที่ตั้งไว้มากน้อยแค่ไหน
หลังเหตุการณ์น้ำลด เชื่อว่าพื้นที่ที่เหลือขายมีปัญหาแน่นอน คือจะขายยากขึ้น รวมทั้งขณะนี้ในส่วนของกลุ่มควอลิตี้ เฮ้าส์ ก็ได้ลดการซื้อที่ดินไปประมาณ 30% ประกอบกับในปีที่ผ่านมา ได้มีการซื้อที่ดินสะสมไว้มากแล้ว ส่วนในปี’55 คงจะเริ่มซื้ออีกครั้งหลังครึ่งปีหลังไปแล้ว ทั้งนี้รัฐบาลต้องรีบสร้างความชัดเจนในการฟื้นฟู เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนกลับคืนให้ได้ในช่วง 3-4 เดือนแรกของปี’55 นี้ ดังนั้นในช่วงไตรมาส 1-2 ของปีนี้ ควอลิตี้ เฮ้าส์จะไม่ตั้งเป้าในเรื่องยอดขายมากนัก แต่จะคาดหวังรายได้ในช่วงไตรมาส 3 เป็นต้นไป
“จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมาส่งผลให้เป้ารายได้ของควอลิตี้ เฮ้าส์ตกไป 20% คาดว่าในปี 2555 หลังสถานการณ์ดีขึ้น จะมีรายได้เพิ่มขึ้น 30%”
ในปี’55 นี้วางแผนการขยายโครงการเป็นอย่างไร และสัดส่วนระหว่างแนวราบกับแนวสูงจะเปลี่ยนไปหรือไม่
ผลกระทบจากอุทกภัยส่งผลให้ควอลิตี้ เฮ้าส์ปรับแผนในการพัฒนาโครงการใหม่ โดยจะให้ความสำคัญกับโครงการคอนโดมิเนียมมากขึ้น รวมถึงกลุ่มลูกค้าระดับกลางถึงล่างที่เห็นว่ายังมีกำลังซื้ออีกค่อนข้างมาก ดังนั้นการพัฒนาโครงการในปี’55 นี้จะปรับสัดส่วนการพัฒนาโครงการระดับกลางถึงล่างเพิ่มเป็น 60% จากปีก่อนที่มีสัดส่วน 50%
ในส่วนของนโยบายการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทควอลิตี้ เฮ้าส์ ปี’55 นี้นั้น วางแผนจะเปิดตัวทั้งสิ้น 23 โครงการ แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว จำนวน 12 โครงการ,ทาวน์เฮ้าส์ จำนวน 6 โครงการ และคอนโดมิเนียม จำนวน 5 โครงการ รวมมูลค่าโครงการ 21,352 ล้านบาท โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นการเปิดตัวทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยวระดับกลาง-ล่าง ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท กัสโต้ วิลเลจ จำกัด ที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อเดือนเมษายน 2554 ที่ผ่านมา ด้วยทุนจดทะเบียน 1,000 ล้านบาท พัฒนาแบรนด์ “The Gusto” กระจายใน 5 ทำเล ได้แก่ รามคำแหง, ท่าน้ำนนท์, สาทร, ปิ่นเกล้าและอุดมสุข และได้ดัน นายภวรัญชน์ อุดมศิริ เดิมดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการ แบรนด์คาซ่า โซนพระราม 2 เป็น กรรมการผู้จัดการ บริษัท กัสโต้ฯ
การที่เราหันลงมาบุกตลาดระดับกลางถึงล่างมากขึ้นนั้น มองว่าความต้องการยังมีอยู่สูงหรือว่าอย่างไร
สำหรับการลงมาเล่นตลาดระดับกลางถึงล่างครั้งนี้ โดยเราจะใช้แบรนด์ใหม่ และถือเป็นกลุ่มที่ควอลิตี้ เฮ้าส์ ยังไม่เคยทำตลาดมาก่อน แต่มองว่าดีมานด์ยังมีอีกมาก จึงได้ตัดสินใจเข้าชิงส่วนแบ่งตลาด โดยแต่ละโครงการจะใช้พื้นที่ประมาณ 20-30 ไร่ ในการพัฒนา ซึ่งทาวน์เฮ้าส์ ขนาด 18-20 ตารางวา ราคาจะอยู่ที่ 1-2 ล้านบาท และบ้านเดี่ยวขนาด 50-60 ตารางวา ราคา 2-3 ล้านบาท ด้านการก่อสร้างนั้นแม้จะเป็นระบบสำเร็จรูป แต่เป็นการหล่อในแปลง มีข้อดีคือไม่มีรอยต่อ และไม่รั่ว จึงมีความแข็งแรง และคุณภาพดี ทำให้มีต้นทุนต่างจากบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด(มหาชน)หรือ PS ที่เน้นการหล่อมาจากโรงงาน กว่า 5% และตั้งเป้าว่าภายในระยะเวลา 3-5 ปี จะสามารถครองส่วนแบ่งตลาดกลาง-ล่าง ประมาณ 10%”
นอกจากนี้ในปี’55 ควอลิตี้ เฮ้าส์ ยังได้ขยายตลาดไปยังอำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ด้วยการเปิดตัวบ้านเดี่ยวแบรนด์ “คาซ่า เลเจนด์” ขนาด 100 ตารางวาขึ้นไป ราคา 7-8 ล้านบาท และ “คาซ่า วิลล์” ขนาด 60 ตารางวาขึ้นไป ราคา 3-4 ล้านบาท จำนวน 2 โครงการ รวมมูลค่า 940 ล้านบาท เนื่องจากย่านดังกล่าวมีนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง และรายได้ประชากรสูง จึงยังมีดีมานด์อยู่มาก
วางแผนการออกหุ้นกู้ในปี’55 นี้ ไว้อย่างไร
เรื่องของหุ้นกู้ บริษัทเตรียมออกหุ้นกู้วงเงิน 3,000 ล้านบาท ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ส่วนในครึ่งหลังของปีจะทยอยออกอีก 2,000 ล้านบาท จากวงเงินหุ้นกู้ที่เหลืออยู่ 5,000 ล้านบาท จากวงเงินที่ขออนุมัติผู้ถือหุ้นไว้ 10,000 ล้านบาท และอยู่ระหว่างการพิจารณาในการออกกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งขณะนี้พิจารณาเลือกสินทรัพย์ที่จะเข้ากองทุน โดยปัจจุบันบริษัทมีสินทรัพย์ที่เป็นโรงแรม และ เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์ จำนวน 7 อาคาร โดยคาดว่าจะเห็นการออกกองทุนฯในครึ่งหลังปี’55
ในปีนี้มีความกังวลอะไรบ้าง และมองอะไรเป็นปัจจัยเสี่ยง
กลยุทธ์ของควอลิตี้ เฮ้าส์ ในปีนี้จะ “ขยายงานอย่างระมัดระวัง” การทำหรือขยายธุรกิจจะต้องเก็บข้อมูลเพื่อทำการบ้านมากขึ้น เนื่องจากมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจปีนี้ยังมีความไม่แน่นอน แม้ว่าเศรษฐกิจในประเทศน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกาไม่น่าจะเติบโตมากนัก มองว่ายังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ไทยจะต้องคอยระมัดระวัง |