| |
|
...ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมา “หัวหอก” ที่เป็นตัวทำตลาดของทุกธุรกิจประกันภัยคือ “สินค้า” หรือ “แบบประกัน”…ซึ่งแบบประกันที่จะสามารถดึงดูดใจผู้บริโภคได้นั้น ต้องตามกระแส และสอดรับกับความต้องการของลูกค้าได้อย่างแท้จริง
โดยแบบประกันมีแนวโน้มมาแรงเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค มีอัตราเติบโต “โดดเด่น” และน่าจะเป็นตัวนำการขยายตัวของธุรกิจประกันภัยในปี 2555 นี้ในส่วนของ “ประกันชีวิต” เหล่าบรรดาเกจิในวงการคาดหวังกันเอาไว้ว่า 3 ดาวเด่นที่จะจุดพลุให้โกยเบี้ยในปีนี้ คือ แบบประกันที่เกี่ยวกับการออม, ความคุ้มครอง, และประกันสุขภาพ
ซึ่ง “สุทธิ รจิตรังสรรค์” นายกสมาคมประกัน ชีวิตไทยให้ความเห็นถึงเทรนด์สินค้าประกันชีวิตในปี 2555 ไว้ว่า “ออมทรัพย์” ครองส่วนแบ่งเยอะสุด แบบประกันแตกต่างตามช่องขายสัดส่วนของสินค้าประกันชีวิตที่ได้รับความนิยมซื้อจากตลาดปัจจุบันมากที่สุด ยังเป็นออมทรัพย์ ซึ่งก็มีทั้งแบบออมทรัพย์เพียวๆ ที่มีสัดส่วนประมาณ 30% ไปจนถึงออมทรัพย์แบบผสมผสานกับผลตอบแทนเงินคืน ไม่ว่าจะออมทรัพย์ระยะสั้น และแบบมีเงินปันผล ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 30% ส่วนอีก 30% เป็นแบบตลอดชีพที่เน้นคุ้มครอง และที่เหลือก็เป็นประกันอุบัติเหตุส่วนบุคคล (พีเอ) และสุขภาพ
แต่ทว่า สินค้าประกันชีวิตจะแตกต่างกันไปตามช่องทางขาย เช่น ช่องทางขายผ่านโทรศัพท์ ก็จะเป็นสินค้าที่เข้าใจง่ายไม่ต้องตรวจสุขภาพ และจำกัดวงเงิน ขณะที่แบงก์แอสชัวรันส์ สินค้าจะสอดคล้องกับคนที่ทำธุรกรรมกับแบงก์ สินค้าจะเป็นพวกออมทรัพย์ บวกคุ้มครอง และเน้นในเรื่องของผลตอบแทน
ขณะที่การขายผ่านทีวี หรือ DRTV ถือเป็นช่องทางสีสัน เพราะกระตุ้นการขายได้ดี จะเริ่มเห็นมากขึ้น และเป็นในลักษณะโฆษณาขายสินค้าชัดเจนขึ้นจากเดิมจะเป็นการอิงกับการโฆษณา แบรนด์บริษัท และที่สามารถเข้าถึงลูกค้าได้ดีกว่าทุกช่องทาง คือ “ตัวแทน” โดยเฉพาะลูกค้าต่างจังหวัดที่ไม่เน้นการทำธุรกรรมผ่านแบงก์ หรือการขายผ่านโทรศัพท์ ดังนั้นจึงเข้าถึงลูกค้าในทุกกลุ่มได้ดี
ส่วนสินค้าพ่วงลงทุน ทั้งยูนิตลิงค์ และยูนิเวอร์แซลไลฟ์ ถือเป็นสินค้าที่ต้องสร้างความเข้าใจ ยังต้องใช้เวลาในการเติบโต เพราะเป็นสินค้าที่คนขายเองก็ต้องมีใบอนุญาตขายหน่วยลงทุน ซึ่งค่อนข้างยากในการสอบ ขณะที่ลูกค้าเอง ก็ต้องทำความเข้าใจ ต้องเป็นคนมีความรู้ด้านการลงทุนจึงจะเข้าใจ และเลือกซื้อสินค้าตัวนี้
ดังนั้น “บริษัทประกันชีวิต” จึงยังไม่สามารถสร้างสินค้าที่มีรายละเอียดที่ “ซับซ้อน” ไปกว่าที่มีขายอยู่นี้ได้ การเติบโตจึงไม่ง่าย ยกเว้นว่าจะมีการปรับเปลี่ยนแนวทางในการขอใบอนุญาตขายให้ง่ายขึ้น ก็จะเป็นตัวหนึ่งที่กระตุ้นให้บริษัทประกันชีวิต ออกสินค้าใหม่ๆ มาขายและจะกระตุ้นตลาดได้ทางหนึ่ง
ส่วนเทรนด์สินค้าที่จะมาแรงที่สุด บุรุษหนุ่มอย่าง “สาระ ล่ำซำ” บิ๊กบอสแห่ง “เมืองไทยประกันชีวิต” ก็ออกมาเชียร์ “ประกันสุขภาพ” อย่างเต็มที่ เพราะเขามองว่า “ประกันสุขภาพ” เริ่มเห็นชัดเจนขึ้นต่อเนื่อง โดยจะเห็นคนไทยใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ดูแลด้านอาหารการกิน การออกกำลังกาย ทั้งคนวัยทำงานไปจนกระทั่งผู้สูงอายุ
“จะเห็นว่าสินค้าในแต่ละประเภทไม่ว่าจะเป็นแบบคุ้มครองแบบชั่วระยะเวลา (Term) แบบตลอดชีพ (Whole Life) ก็จะมีการพ่วงประกันสุขภาพด้วย ซึ่งคนที่แม้จะมีสวัสดิการอยู่แล้ว ก็ยังให้ความสำคัญซื้อเพิ่มเติม ที่ไม่มีคุ้มครอง เช่น โรคร้ายแรง เพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น เราจะได้เห็นสินค้าประกันสุขภาพหลากหลายรูปแบบ ทั้งที่เน้นคุ้มครองโรคร้ายแรง ค่ารักษาพยาบาล การเพิ่มวงเงินการรักษาออกสู่ตลาดปีนี้มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า”
...แต่การออก “สินค้าประกันชีวิต” ยังคงต้องยึดตามความต้องการของลูกค้า ถือว่าถูกต้องที่สุด และยังต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ ด้วย เช่นภาวะตลาด ภาวะเศรษฐกิจ กฎเกณฑ์ใหม่ๆ ที่จะออกมาในช่วงนั้น เพื่อที่จะพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกสู่ตลาด และเป็นสินค้าที่ตรงกับความต้องการลูกค้า
ซึ่งยังแตกต่างกันไปตามไลฟ์สไตล์ ตามช่วงอายุของลูกค้าด้วย ส่วนสินค้าประเภทออมทรัพย์ หรือสะสมทรัพย์ ก็ยังจะมีออกมาตามภาวะดอกเบี้ยขึ้น-ลงในตลาด หากประเมินกันว่า “ภาวะดอกเบี้ย” ในปี2555 นี้ยังทรงตัว ดังนั้น ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ระยะสั้น ก็จะออกมาขายกันมาก แต่หากดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น แบบสะสมทรัพย์ระยะยาวก็จะออกมาขายมาก
...ในฉบับหน้า เราจะมาดูกันซิว่า สินค้าดาวเด่นของทางฝั่ง ประกันวินาศภัย จะเป็นอะไร รอติดก็ตามอ่านกันได้นะคร๊าบบบ...!!! |
|
|