312 16 - 31 มกราคม 2555      
   
 
 
               
 
   

วิกฤติฉุดสินเชื่อโตต่ำสุดรอบ 10 ปี
แบงก์รื้อแผนใหม่หวั่นหนี้เสียโผล่!

   
               
   

 “แบงก์พาณิชย์” ย้ำสินเชื่อปีที่ผ่านมาเติบโตทะลุเป้า แม้น้ำท่วมช่วงไตรมาสสุดท้ายฉุดสินเชื่อหด เตรียมรื้อแผนธุรกิจปี’55 ใหม่ เอาปัจจัยน้ำท่วมเข้าเอี่ยว หากยังมองการเติบโตสูงตามจีดีพีที่คาดว่าจะโต 4% ขึ้นไป ยอมรับหนี้เสียโผล่ คาดผลกระทบแบงก์ต้องใช้เวลา 6  เดือน ขณะที่กสิกรไทยคาดปีนี้ลูกค้ารายใหญ่ต้องการทุน 1.2 ล้านล้าน  ตั้งเป้าเพิ่มสินเชื่อ 9%  สินเชื่อบ้านเพิ่ม 8%  จากปีที่ผ่านมาโตสูง 13% คาดสินเชื่อบ้านปี’55 โตต่ำสุดรอบ 10 ปี เหตุผู้บริโภคชะลอซื้อบ้าน หวั่นเจอน้ำท่วมซ้ำ ด้าน ธอส.สูญรายได้กว่า 900 ล้านบาท หลังซับน้ำตาลูกค้าอ่วมน้ำท่วม พร้อมเตรียมวงเงินปล่อยกู้ซ่อมแซมบ้าน  ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำ 2% คงที่ 5 ปี...
เป็นที่ทราบกันดีว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องพบกับวิกฤติน้ำท่วมอย่างรุนแรง ทำให้หลายๆ ธุรกิจต้องเผชิญกับปัญหาดังกล่าวไปเต็มๆ ไม่เว้นแม้แต่ตลาดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ที่ทางสถาบันการเงินออกมายอมรับว่าในไตรมาสที่ 4 ยอดสินเชื่อได้ต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ แต่ถ้ามองโดยภาพรวมทั้งปีก็ถือว่ายังเติบโตได้
ในปี’55 นี้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าแนวโน้มการแข่งขันทั้งธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ น่าจะมีการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากระบบเศรษฐกิจในขณะนี้มีความต้องการสินเชื่อ เพื่อการฟื้นฟู และซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและกิจการ ทั้งจากภาคธุรกิจและประชาชนอย่างมาก รวมทั้งความต้องการสินเชื่อจากผลของโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ ของภาครัฐบาลที่คาดว่าจะมีมากในระยะต่อไป ซึ่งจากภาวะการแข่งขันตรงนี้ ประชาชนน่าจะเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุด
นอกจากการเร่งฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศแล้ว สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อประเทศไทย ซึ่งต้องติดตามและจับตาดูอย่างใกล้ชิด นั่นก็คือ ความไม่แน่นอนจากเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ และหนี้สินของกลุ่มประเทศหลัก เช่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (อียู) ที่ถือเป็นความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐ กิจโลกและไทย รวมถึงความแข็งแกร่งของภาคสถาบันการเงิน เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศเศรษฐกิจใหญ่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน และมีโอกาสที่จะสร้างความผันผวนให้กับตลาดเงิน หรือความเสี่ยงการส่งออกของไทยให้ลดลง ซึ่งภาคการส่งออกถือเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศแถบเอเชีย รวมทั้งไทยอย่างมาก
จากปัญหาเศรษฐกิจ และหนี้สินในกลุ่มประเทศหลักที่เกิดขึ้นในขณะนี้ รวมถึงข่าวคราวต่างๆ ในต่างประเทศที่ออกมา ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยเฉพาะประเทศที่ไทยต้องพึ่งพาการส่งออก ซึ่งขณะนี้อัตราการผลิตสินค้าต่างๆ ของประเทศเหล่านี้เริ่มมีปริมาณลดลง ซึ่งสะท้อนว่าการบริโภคในประเทศเริ่มตกลง ไทยจะไม่รู้เลยว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไทยต้องคอยติดตามดูว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไรด้วย เพราะถือเป็นจุดเปลี่ยน ทำให้ขณะนี้ไม่สามารถบอกอะไรได้ชัดเจนว่าภาวะสินเชื่อจะเป็นอย่างไร หรือจะเกิดการแข่งขันกันมากน้อยขนาดไหน โดยเฉพาะธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่ถือเป็นธนาคารอีกหนึ่งแห่งของรัฐ เพราะที่ผ่านมาก็เร่งช่วยลูกค้าที่ถูกน้ำท่วม ทั้งลดดอกเบี้ย พักการชำระหนี้ เลื่อนการชำระหนี้ เป็นต้น ทำให้ยอดหดหายไปด้วยเช่นกัน

ธอส.พักหนี้ซับน้ำตา
ฉุดรายได้วูบ 900 ล้าน
นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) กล่าวว่า จากสถาน การณ์น้ำท่วมอย่างรุนแรงในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งล่าสุด ธนาคารได้มีมาตรการลดภาระหนี้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม 2 แนวทางคือ 1. กรณีลูกค้าเดิมของ ธอส.ที่ได้รับผลกระทบ จะผ่อนปรนการผ่อนชำระหนี้เป็นระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน โดยจะยกเว้นเงินต้นและดอกเบี้ย กรณีได้รับผลกระทบรุนแรงจะพิจารณาผ่อนปรนต่อให้อีกไม่เกิน 6 เดือน รวมแล้วไม่เกิน 12 เดือน โดยจะพิจารณาตามระดับความเสียหาย
ส่วนลูกค้าที่มีที่อยู่อาศัยพังเสียหายทั้งหลัง จนไม่สามารถอยู่อาศัยได้ จะได้รับการปลดภาระหนี้ตามยอดหนี้คงเหลือในส่วนของอาคาร โดยผู้กู้ผ่อนชำระหนี้ในส่วนของที่ดินที่คงเหลือเท่านั้น และ2. ลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ ที่ต้องการขอสินเชื่อเพื่อสร้างและซ่อมแซมบ้านหลังน้ำลดแล้ว ธนาคารได้เสนออัตราดอกเบี้ยสุดพิเศษ 2% นาน 5 ปี กรณีมีหลักประกัน จะได้รับวงเงินให้กู้ 100% ของราคาประเมิน ให้กู้ต่อราย
ไม่เกิน 1 ล้านบาท หลังจากนั้น คิดอัตราดอกเบี้ยตามประกาศธนาคาร
กรณีไม่มีหลักประกัน ให้กู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4% ต่อปี นาน 5 ปี และต้องมีบุคคลผู้มีรายได้ไม่ต่ำกว่า 15% ของวงเงินกู้ค้ำประกัน นับเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำสุดในระบบของธนาคารพาณิชย์ในขณะนี้ และเมื่อสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่เริ่มดีขึ้น จึงเริ่มมีลูกค้าของ ธอส.ติดต่อขอเข้าร่วมโครงการยกเว้นเงินต้นและดอกเบี้ย 0% มากขึ้น โดยมียอดขอเข้าร่วมโครงการแล้ว 550,000
ราย คิดเป็นวงเงินสินเชื่อประมาณ 35,000 ล้านบาท จากการประเมินเบื้องต้นว่าจะมีลูกค้าของธนาคารได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในครั้งนี้ ประมาณ 80,000 ราย วงเงินสินเชื่อประมาณ 50,000 ล้านบาท ซึ่งล่าสุด ธนาคารได้อนุมัติให้ลูกค้าผ่อนปรนชำระค่างวดไปแล้ว ทั้งสิ้น 48,000 ราย และมั่นใจในสิ้นปีที่ผ่านมา ธนาคารจะพิจารณาให้ความช่วยเหลือลูกค้าได้ทั้งหมด
จากจำนวนลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการ 55,000 ราย วงเงินสินเชื่อ 35,000 ล้านบาทนั้น จะทำให้รายได้ของธนาคารหายไปประมาณ เดือนละ 190 ล้านบาท และหากนับรวมตลอด 6 เดือน คาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 900 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาลที่ต้องสูญเสียไปก็ตาม แต่ยอมรับว่า เป็นสิ่งที่ ธอส.ต้องเร่งดำเนินการ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ลูกค้าของธนาคาร เพราะที่อยู่อาศัยถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต หากขาดที่อยู่อาศัยไปแล้ว โอกาสที่ผู้ประสบภัยน้ำท่วมจะฟื้นตัวจากวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ยิ่งยากมากขึ้น

คาดสินเชื่อบ้านปี’55โตต่ำสุด
เหตุผู้บริโภคชะลอซื้อบ้าน
ขณะที่นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า แนวโน้มสินเชื่อที่อยู่อาศัยในปี’55 นี้คงจะชะลอไปถึงกลางปี เนื่องจากผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย เพราะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ส่งผลให้สินเชื่อที่อยู่อาศัยทั้งระบบในปี 2555 จะขยายตัวเพียง 6-7% ต่ำสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2544 และขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงจากปีที่ผ่านมาที่เติบโต 7-7.5%  ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 8-8.5% โดยคาดว่าคอนโด มิเนียมในพื้นที่ชั้นในย่านธุรกิจของกรุงเทพฯ และบริเวณชานเมือง ย่านศรีนครินทร์ บางนา รวมทั้งพัทยา ชลบุรี หัวหิน เขาใหญ่ กาญจนบุรี จะได้รับความนิยมมากขึ้น ในการเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยแห่งที่ 2
หลังจากเกิดน้ำท่วมใหญ่ทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจในการซื้อที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปี’55 นี้ แต่จะเริ่มดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง หลังสถานการณ์ต่างๆ ผ่อนคลาย ประกอบกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในปีนี้มีแนวโน้มขาลง น่าจะเป็นปัจจัยบวกกระตุ้นการตัดสินใจของผู้บริโภคได้บ้าง
ขณะที่เป้าหมายสินเชื่อที่อยู่อาศัยของธนาคารกสิกรไทยในปีนี้ตั้งไว้ที่ 50,000 ล้านบาท จะขยายตัว 8% เติบโตลดลงจากปีที่ผ่านมา ที่สิ้นปีนี้จะมียอดสินเชื่อที่อยู่อาศัยรวมประมาณ 188,000 ล้านบาท หรือขยายตัว 13%
ส่วนลูกค้าสินเชื่อบ้านกสิกรไทยที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยทั่วประเทศมีจำนวน 69,000 ราย โดยขณะนี้มีลูกค้าเข้าร่วมมาตรการช่วยเหลือของธนาคาร 3,000 ราย และคาดว่าจะสูงถึง 7,500 ราย โดยธนาคารกสิกรไทย มีสินเชื่อ 3 รูปแบบ คือแบบที่ 1 ลดยอดการผ่อนชำระรายเดือนไม่เกิน 40% ของยอดชำระปกติเป็นเวลา 12 เดือน  แบบที่ 2 เลือกผ่อนเฉพาะดอกเบี้ยเป็นเวลาสูงสุด 6 เดือน และแบบที่ 3 พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยระยะเวลาสูงสุด 3 เดือน

แบงก์ยันสินเชื่อปีที่ผ่านมาโต
ลุยปรับแผนปี’55 คาดผ่านฉลุย
ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย  (KTB)  กล่าวว่า แม้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ แต่ในปีที่ผ่านมาสินเชื่อของธนาคารยังคงขยายตัวได้ 10%  ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 6-7%  เนื่องจากในช่วง 3  ไตรมาสของปีที่ผ่านมา ธนาคารสามารถปล่อยสินเชื่อได้เกินเป้าหมายไปก่อนแล้ว แม้ว่าช่วงไตรมาส 3  สินเชื่อปรับตัวลดลงบ้าง เนื่องจากภาครัฐชำระคืนหนี้ก้อนใหญ่  ขณะที่ในไตรมาส  4  อัตราการขยายตัวของสินเชื่อจะลดลงไม่มากนัก
สำหรับในปี’55 นี้ ธนาคารกรุงไทยได้จัดทำแผนธุรกิจไปบ้างแล้ว แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่  ทำให้ต้องมีการปรับแผนธุรกิจ  อย่างไรก็ตามคาดว่าในปีนี้สินเชื่อจะยังคงเติบโตได้ดีที่  6-8%  จากที่คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวได้  4%  ซึ่งเป็นการตั้งเป้าขยายสินเชื่อตามปกติที่จะต้องให้สูงกว่าการขยายตัวของเศรษฐกิจหรือจีดีพีที่ประมาณ  1.5-2  เท่า
อีกทั้งน้ำท่วมครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบต่อลูกค้าเอสเอ็มอีของธนาคารกรุงไทยค่อนข้างมากนับเป็นพันๆ  ราย ซึ่งธนาคารเองก็ได้เข้าไปให้ความช่วยเหลือบ้างแล้ว ส่วนแผนธุรกิจปีนี้อยู่ระหว่างทบทวน เพราะต้องเอาปัจจัยน้ำท่วมมาดูว่าจะปรับแผนอย่างไร แต่คาดว่าตั้งแต่ไตรมาส 1 สินเชื่อจะกลับมาเติบโตได้ จากการใช้สินเชื่อเพื่อฟื้นฟูกิจการ ซึ่งหลังจากภาคธุรกิจได้รับเงินเคลมประกันภัยน้ำท่วมแล้ว การใช้สินเชื่อเหล่านี้น่าจะหมดไป ขณะที่ธนาคารเองก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถาน การณ์เศรษฐกิจด้วย โดยต้องปรับพอร์ตไปเน้นสินเชื่อที่ให้ผลตอบแทน
สูงขึ้น   
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จากสถานการณ์น้ำท่วมอาจทำให้สินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปรับตัวเพิ่มขึ้นบ้าง จากกลุ่มธุรกิจที่เสียหายหนักจนไม่สามารถฟื้นฟูกิจการได้ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นได้ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี’55 นี้ และอาจทำให้ธนาคารต้องมีการตั้งสำรองเพิ่มขึ้น  อย่างไรก็ตามผล
กระทบจะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจธนาคารต้องใช้เวลาส่งผ่าน 6  เดือนขึ้นไป
ส่วนทางด้านทิศทางอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันถือว่าอยู่ระดับสูงสุดแล้ว ขณะที่เชื่อว่าดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวหรือปรับลดลง สำหรับอัตราดอกเบี้ยในตลาดขึ้นอยู่กับสภาพคล่องในระบบ ที่ขณะนี้มีสูงกว่า  1.4  ล้านล้านบาท  โดยสภาพคล่องจะเพิ่มขึ้นจากรายได้ของภาคการส่งออก  อย่างไรก็ดี  ถ้าความต้องการสินเชื่อมีมาก ธุรกิจธนาคารอาจแข่งขันระดมเงินฝากทำให้ดอกเบี้ยในตลาดไม่ลดลง
ดังนั้น โจทย์ใหญ่ของการดำเนินธุรกิจของธนา คารพาณิชย์ ในปี’55 นี้ยังคงต้องเผชิญกับสถาน การณ์เศรษฐกิจโลกที่ค่อนข้าง มีความผันผวนหนักขึ้น ทั้งจากปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปและการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แม้ว่าสถานการณ์ของเศรษฐกิจเอเชีย จะอยู่ในเกณฑ์ดีก็ตาม ขณะเดียวกันใกล้เวลาที่จะมีการรวมกลุ่มประชาคม อาเซียน (AEC)
 สิ่งที่ธนาคารพาณิชย์ต่างต้องเตรียมตัวคือ ความพร้อม และคิดค้นผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและนำเสนอบริการให้ดีที่สุดจะต้องทำอย่างไร รวมถึงจะทำอย่างไรให้เข้าใจธุรกิจต่างๆ ของลูกค้า เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมธุรกิจของลูกค้าให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงต้องทำอย่างไรในการที่จะดำเนินธุรกิจไปได้อย่างราบรื่น ภายใต้ภาวะเสี่ยงที่มีอยู่ตลอดเวลา