| |
|
...งานนี้ผลประโยชน์ที่ได้รับตกอยู่ใน “อุ้งมือใคร?” เมื่อเงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินน้อยนิดแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าไม่มีทางที่จะกินเงินก้อนนี้ทั้งก้อนได้ แต่เงินก้อนนี้ที่ภาครัฐบาลหว่านมาให้มันเป็นเงินภาษีของประชาชน ที่เอาไว้เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ดั่ง “คปภ.” ที่มีการประกาศเอาไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ และให้ความคุ้มครองประชาชนเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์สูงสุด...
...เปิดชำแหละ”กองทุนมหันตภัย” บนเม็ดเงิน 50,000 ล้านบาท หลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ออกโรงเป็นผู้กำเงินทั้งหมด และมีการตั้งคณะกรรมการ 6 คน เพื่อเข้ามาดูแลเงินก้อนนี้ จากโครงร่าง เงินที่ลงเข้าไปช่วยจริงมีทั้งสิ้น 28,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 22,000 ล้านบาท จะนำไปซื้อกับบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ (Reinsurance) เพื่อลดความเสี่ยงให้กับธุรกิจประกันภัยในประเทศไทยหรือใคร!!!
โดยจากโครงร่างแรกที่ออกมา “เบี้ยประกันภัยถูกโขก” ให้สูงขึ้นจนเกินความเป็นจริง และทางรัฐบาลเร่งสั่งให้ทาง “คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)” กลับไปทบทวนให้เบี้ยมีอัตราถูกลงเพื่อประชาชนทุกคนได้มีสิทธิ์ในการซื้อประกันภัย
แต่ในความเป็นจริงจากข่าวที่ออกมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้วว่า “บริษัทรับประกันภัย” ต่อในต่างประเทศ ออกอาการแบะท่าหนีประเทศไทย เพราะไม่อยากแบกรับความเสี่ยงไว้ กลัวว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในรอบ 50 ปีของประเทศไทยที่ผ่านมา กลัวกลับมาซ้ำรอยเดิมอีกรอบ จึงออกอาการดูท่าทีชั่วคราว
จนกระทั่ง มีทีมงานของรัฐบาลและฝั่ง “คปภ.” ยกโขยงออกไปต่างประเทศเพื่อพูดคุยและเจรจาต่อรองกับ บริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ ข่าวที่ออกมาสร้างความพึงพอใจให้กับนักลงทุนต่างขาติที่อยู่ในไทยเป็นอย่างมาก เพราะเชื่อมั่นว่า รัฐบาลชุดนี้มีความมุมานะอย่างยิ่ง ในการแก้ไขปัญหาในอนาคต ทั้งที่แผนร่างป้องกันน้ำท่วมยังไม่เกิด แต่สามารถเจรจาต่อรองได้เป็นอย่างดี
ในขณะเดียวกัน ความชะล่าใจของหลายๆ ฝ่ายที่ไม่คิดหน้าคิดหลัง ลึกตื้นหนาบาง ในคณะทัวร์นี้ที่ไปมีใครเข้าไปคุยจริงบ้าง ทั้งที่ในความเป็นจริงดูจากภาพข้างนอก จะเห็นภาพผู้ที่เข้าไปแต่ละคน ไม่ได้มีน้ำเชื้อความรู้จัก สนิทสนมกับบริษัทประกันภัยต่อในต่างประเทศได้เป็นอย่างดีแม้แต่คนเดียว
ไม่เว้นกับ “นายประเวช องอาจสิทธิกุล” เลขาฯ คปภ. คนใหม่ ที่บังเอิญเข้ามารับตำแหน่งในช่วงน้ำท่วมพอดี จึงสังเกตได้ว่าทางเลขาฯ นั้นคงไม่มีทางที่มีความสัมพันธ์กับบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศแน่แท้
ดังนั้น จึงมีข่าวแว่วออกมา มีบริษัทโบรกเกอร์ในประเทศไทย ที่เป็นบริษัทลูกของโบรกเกอร์ต่างชาติ ได้ร่วมบินไปกับคณะกรรมการชุดที่เจรจาด้วย จึงมีเหตุให้คิดว่า ทำไมจึงต้องมีความจำเป็นต้องเป็นบริษัทนี้ ทั้งที่โบรกเกอร์ในประเทศมีอยู่หลายร้อยราย ที่น่าจะมีศักยภาพเพียงพอไม่ต่างกัน
เมื่อเข้าไปดูรายละเอียดบริษัทโบรกเกอร์แห่งนี้ มีบริษัทแม่อยู่ในต่างประเทศ แต่ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย เป็นบริษัทลูก ที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นอยู่ แต่ “ความอัปยศ” ครั้งนี้มันมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่านั้น ที่พวกเรา “ปุทุชนคนธรรมดา” จะหยั่งถึง เพราะบริษัทแห่งนี้ที่บินไปคุยพร้อมกับทีมงานยกไปเป็นคณะทัวร์ ไม่ต่างกับการลูกรักบินไปพบและพูดคุยกับแม่นั่นเอง
“แม่” คนนี้คอยโอ๋...และต้อนรับเลี้ยงดูปูเสื่อลูกเป็นอย่างดี พร้อมกับผู้ให้อุปการะลูกตัวเองตอนอยู่ในไทย เพราะแม่คนนี้
เป็นถึง“บริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ” เจ้าเดียวกันกับที่ทางทีมงานเข้าไปพบปะพูดคุย และหลังจากการพูดคุยเสร็จสิ้นออกมาแถลงข่าวกับสื่อมวลชนว่า มีบริษัทรีฯ ในต่างประเทศ ยังเปิดรับการประกันภัยต่อเหมือนเดิม และยังมีอีกหลายบริษัทที่ไม่เคยเข้ามาในประเทศไทย สนใจตลาดในไทยแต่ว่าต้องมีการปรับอัตราเบี้ยสูงขึ้น
การปรับสูงขึ้นในครั้งนี้ หนีไม่พ้นเป็นโบรกเกอร์เองนั่นแหละ เป็นผู้กำหนดราคาให้สูงขึ้น ตามความต้องการของตัวเองว่า จะอยากได้เงินส่วนต่างแค่ไหน หรือถ้าเป็นคำพูดที่เป็นทางการเพราะๆจะใช้คำว่า...จะเอากำไร เท่าไหร่ดี
ส่งผลให้อาจมีการ “กินนอกกินใน” กันอยู่ก็เป็นได้ โดยเฉพาะเรื่องราคาของเบี้ยประกัน ต้องมีการปรับในอัตราที่สูงขึ้นถึง 300 -400% การที่เบี้ยต้องประกันสูงขึ้น จากความเข้าใจเดิมของประชาชน มีส่วนชวนให้คล้อยตามกับปัจจัยที่พ่วงเข้ามาว่า เหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา เป็นเหตุการณ์ใหญ่ สร้างความสูญเสียมากมายนานัปการ เป็นเหตุผลให้อัตราเบี้ยต้องปรับสูงขึ้นตามไปด้วย
ลืมคิดไปว่าบ้านเราเองยังมี “บริษัทไทยรับประกันต่อจำกัด (มหาชน) (Thai Re)” นั่งอยู่หัวโด่! บนท่ามกลางสถานการณ์วุ่นวายในขณะนี้ ไม่มีใครให้ความสนใจ ทั้งที่เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีการขายหุ้นให้กับคนไทยด้วยกันเองเข้าไปจับจองซื้อหุ้นอยู่เนืองๆ แล้วใยจึงไม่คิดใช้บริการ “Thai Re” ของเรา
กลับไปจับมือโบรกเกอร์ บินดุ่ยๆ ไปคุย ไปพบ แล้วออกมาโว...มีหลายบริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศหลายราย สนใจเข้ามาเล่นตลาดประกันภัยในประเทศ ทั้งเจ้าเก่าเองและเจ้าใหม่ ส่วนเจ้าอื่นที่รับภาระไม่ไหวก็ไม่ต้องสนใจ เพราะตลาดในประเทศไทยยังเป็นที่น่าสนใจลงทุนเหมือนเดิม
เมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วเม็ดเงินที่เหลือ 22,000 ล้านบาท จะนำไปซื้อ “บริษัทรับประกันภัยต่อในต่างประเทศ” โดยน่าจะเป็นการแนะนำผ่านบริษัทโบรกเกอร์ ซึ่งในส่วนนี้คงไม่พ้นคำครหาว่ามีนอกมีในกันชัวร์!
...จากแหล่งข่าวออกมาบ่นกันระนาวว่า โบรกเกอร์บริษัทนี้มีสิทธิพิเศษเหนือกว่าบริษัทอื่นได้เช่นไร เพราะหากมีการไปคุยกับบริษัทรีฯ ต้องมีการประชุมทวิภาคีร่วมกันว่า จะเดินทางร่วมกันไปในรูปแบบไหนด้วยกันมากกว่า แล้วกำหนดราคาเบี้ยก่อนที่จะออกไปคุย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการต่อรอง จนหลายบริษัทออกอาการสงสัย ต้องมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง
ที่แน่ๆ งานนี้ผลประโยชน์ที่ได้รับตกอยู่ใน “อุ้งมือใคร?” เมื่อเงินก้อนนี้ไม่ใช่เงินน้อยนิดแต่อย่างใด ถึงแม้ว่าไม่มีทางที่จะกินเงินก้อนนี้ทั้งก้อนได้ แต่เงินก้อนนี้ที่ภาครัฐบาลหว่านมาให้มันเป็นเงินภาษีของประชาชน ที่เอาไว้เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน และส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ดั่ง “คปภ.” ที่มีการประกาศเอาไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ และให้ความคุ้มครองประชาชนเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์สูงสุด
โดยคำว่า “ประโยชน์สูงสุด” ตกไปอยู่ที่ใคร? หากมีการ “สาวไส้ออกมาให้กากิน” คงล้วงกันยาวน่าดู เพราะมันเป็นไส้เน่าของวงการประกันภัย ที่คอยจะตอด คอยจิก คอยกัด เอารัดเอาเปรียบทุกช่องทาง ไม่ให้โอกาสใครลุกขึ้นเงยหน้าอ้าปาก มัวอ้าแต่ปากของตัวเอง กับพวกพ้องว่าจะกินกันได้มากขนาดไหน
ทั้งหมดทั้งมวล การกระทำเยี่ยงนี้ ไม่ต่างไปจากการคอรัปชั่น เงินที่ “สวาปามกินกัน” เข้าไปอย่างมูมมามแบบไม่เลือกหน้า อาศัยช่วงจังหวะเหตุการณ์ชุลมุน เอาเงินใส่กระเป๋าเข้าตัวเอง เงินก้อนนี้ ล้วนเป็นเงินของประชาชน หาใช่ของคนใดคนหนึ่ง
แม้ว่า “กองทุนตั้งมหันตภัย” ยังเป็นแค่โครงกระดูก ที่ยังไม่มีเนื้อมีหนังออกมาห่อหุ้มเป็นรูปเป็นร่างที่ชัดเจน เพียงแค่กระดูก ก็มีพวกกระโจนเข้าไป “แทะเล็มอย่างเอร็ดอร่อย” นึกสภาพไม่ออกเลย เหลือมีออกมาเป็นเนื้อเป็นหนังแล้ว คงไม่วายแบ่งกันแทะหนักกว่าเดิมอีก
คนกลุ่มนี้เอาความหวาดกลัว หวาดวิตกของคน มาใช้เพื่อสนองความโลภของตัวเอง จนใครต่อใครหลายคน ลืมฉุกคิดเรื่องนี้ไปว่า เงินกองทุนที่มหาศาล มันมีกลิ่นไม่ชอบมาพากล โดยเฉพาะภาพลักษณ์ของรัฐบาลชุดนี้ เห็นชื่อแต่ละคนบอกยี่ห้อได้คำเดียว “ทีเอ็งอย่าว่า ทีข้าอย่าโวย”
การณ์ครั้งนี้หากมีใจที่บริสุทธิ์ เปิดหน้ากากออกมาคุยให้รู้แล้วรู้รอด ว่าทำไมต้องเป็นบริษัทนี้ และจะไม่มีการล๊อบบี้ราคาเบี้ยที่ตั้งขึ้นมา และต้องตั้งอนุกรรมการอิสระเข้ามาตรวจสอบและดำเนินการในเรื่องต่อไป ว่าเงินที่จะไปซื้อรีฯในต่างประเทศก้อนนี้ ใครจะได้รับประโยชน์สูงสุดกันแน่!!! |
|
|