| |
|
“กองทุนประกันภัยวงเงิน 50,000 ล้านบาท” ได้ข้อสรุป หลังรัฐบาล ปฏิบัติการฉับไว ไม่ฟังเสียงนกเสียงกาอีกต่อไป ยื่นคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กองทุนประกันภัยรองรับ ด่วนจี๋! เพื่อไปโยงกับมาตรการแก้ไขระบบน้ำของทางรัฐบาล ที่ต้องการสร้างความมั่นอกมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ...ชี้! ความคุ้มครองรับเพียง 3 ภัย น้ำท่วม แผ่นดินไหว และลมพายุ...ตะลึง! “ไทย” ซื้อความคุ้มครอง 500,000 ล้านบาท สูงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ที่มีการซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติในช่วงที่ผ่านมา...!!!
...ดูเหมือนเส้นทางของ “กองทุนประกันภัยวงเงิน 50,000 ล้านบาท” ที่รัฐบาลจะจัดตั้งขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ “ธุรกิจประกันภัย” ช่วยเหลือประชาชนผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมที่ประสบปัญหาในการจัดหาประกันภัยหรือต่ออายุประกันภัย เพราะน้ำท่วมใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อปีก่อน ที่คาดการณ์ค่าเสียหาย (ค่าสินไหมทดแทน) ประมาณ 300,000 ล้านบาท โดยบริษัทรับประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอส์) ต่างประเทศได้รับผลกระทบมากที่สุดเพราะรับประกันต่อไว้กว่า 90% ทำให้ต่างชาติออกอาการงอแง ไม่รับประกันภัยภัยธรรมชาติในประเทศไทย
ส่งผลให้ภาครัฐ ต้องดิ้นรนเล็งหามาตรการเข้ามารองรับ เพื่อสนองตอบต่อความต้องการของนักลงทุน และลูกค้า ที่ต้องการแสวงหาประกันภัยมาคุ้มครอง เพื่อความอุ่นใจในการทำธุรกิจ และอยู่อาศัยอย่างสบายใจ โดยไม่ต้องหวาดผวาว่า จะต้องสูญเสียทรัพย์สิน เมื่อเผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติ...!!!
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมาดูเหมือนว่า “กองทุนประกันภัยวงเงิน 50,000 ล้านบาท” นี้ จะเกิดความวุ่นวายขึ้น เพราะการที่ “ครม.จะผ่านร่าง พ.ร.ก.ดังกล่าว” ทาง “สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)” จำเป็นที่จะต้องส่งเทียบเชิญ
ผู้บริหารบริษัทประกันภัยทุกแห่งรวม 67 บริษัทมาหารือ เบื้องต้นเพื่อระดมความคิดถึงรูปแบบที่เหมาะสมของกองทุน
ซึ่งในที่ประชุม มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทำให้โต๊ะประชุมตึงเครียดไปเช่นเดียวกัน แต่เวลานี้ ดูเหมือนการถกเถียงในคราวนั้น จะไม่เป็นผลอะไร เพราะล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กองทุนประกันภัยรองรับ “กองทุนประกันภัย วงเงิน 50,000 ล้านบาท” เป็นที่เรียบร้อย เนื่องจากกองทุนดังกล่าว จะไปโยงกับมาตรการแก้ไขระบบน้ำของทางรัฐบาล ทำให้ต้องมีการเร่งอนุมัติกองทุนออกมาให้รวดเร็วที่สุด...!!!
โดยการจัดตั้ง กองทุนฯ ขึ้นเป็นกรณีเร่งด่วนครั้งนี้ อีกด้านหนึ่ง เพื่อให้ความคุ้มครองทรัพย์สิน 3 กลุ่มคือ บ้านอยู่อาศัย, ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ โดยจะคุ้มครองวงเงินสูงสุดรวมกันไม่เกิน 500,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นความคุ้มครองของทั้งประเทศ
รับภัยธรรมชาติสูงสุด 5 แสนล้าน
รายย่อยยันรง.ใหญ่คุ้มครอง3 ภัย
ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการคปภ. เปิดเผยว่า หลังเหตุการณ์น้ำท่วมทำให้บริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศแยกภัยธรรมชาติออกมาจากกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินเดิม พร้อมกับคิดเบี้ยประกันต่างหากทำให้เบี้ยภัยธรรมชาติเพิ่มขึ้นสูงมาก เป็นที่มาที่ภาครัฐต้องเข้ามาเพื่อใช้เงินที่จัดสรรให้ 50,000 ล้านบาท รับประกันภัยธรรมชาติสูงสุดให้กับประชาชน ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้ารายย่อยคือบ้านอยู่อาศัย ธุรกิจ เอสเอ็มอีและรายใหญ่ (อุตสา หกรรม) เข้าถึงความคุ้มครองได้อย่างทั่วถึงในอัตราเบี้ยต่ำสุดและเหมาะสมตามพื้นที่เสี่ยงภัย (Zoning) โดยจะคุ้มครองภัยธรรมชาติ 3 ภัย ได้แก่ น้ำท่วม แผ่นดินไหว และลมพายุ
สำหรับกองทุน 50,000 ล้านบาท รับประกันภัยธรรมชาติของประชาชนทุนประกันสูงสุด 500,000 บาท โดยคำนวณจากฐานผู้ทำประกันภัยในปี 2553 แบ่งเป็นภาคอุตสาหกรรมทุนประกันภัยรวม 198,000 ล้านบาท, เอสเอ็มอี 224,000 ล้านบาทและบ้านอยู่อาศัย 78,000 ล้านบาท เบื้องต้นกำหนดความคุ้มครองบ้านอยู่อาศัยจำกัดทุนประกัน (ซับ ลิมิต) ไม่เกิน 100,000 บาท, เอสเอ็มอี คุ้มครอง 20% ของทุนประกันภัยสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาทและอุตสาหกรรมคุ้มครอง 10% ของทุนประกันภัยสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท คิดเบี้ยประกันภัยตามพื้นที่เสี่ยงและกำหนดความรับผิดส่วนแรก (Deductible) ที่ลูกค้ารับเอง 5% ของซับ ลิมิต
“เดิมทีจะกำหนดให้คุ้มครองภัยธรรมชาติ 4 ภัย ได้แก่ น้ำท่วม แผ่นดินไหว ลมพายุ และลูกเห็บ แต่ล่าสุดได้มีการตัดภัยลูกเห็บออกคงเหลือความคุ้มครองเพียง 3 ภัยคือน้ำท่วม แผ่นดินไหว และลมพายุ ซึ่งเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพ.ร.ก. ที่ตัดความคุ้มครองภัยลูกเห็บออกไป ส่วนตัวไม่ทราบสาเหตุอาจจะเป็นเพราะโอกาสที่ประเทศไทยจะเกิดความเสียหายหรือมีความเสี่ยงภัยจากภัยลูกเห็บมีน้อยเมื่อเทียบกับอีก 3 ภัยธรรมชาติ”
สำหรับ พ.ร.ก.กองทุนประกันภัย เตรียมจะนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อมีผลบังคับใช้เร็วๆ นี้แล้ว หลังจากนั้นจะจัดตั้งกองทุนขึ้นมาเป็นนิติบุคคล โดยมีคณะกรรมการบริหารกองทุนซึ่งคณะ รัฐมนตรีจะเป็นผู้แต่งตั้งจำนวนไม่เกิน 6 คน เป็นผู้บริหารจัดการ เบื้องต้นคณะกรรมการชุดนี้เท่าที่ทราบมีเลขาธิการคปภ.,ผู้อำนวยการสำนักบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วย
“เท่าที่คุยกันล่าสุดมีข้อเสนอว่ากองทุนน่าจะเป็นคู่สัญญาโดยตรงของบริษัทประกันภัยคือรับประกันต่อจากบริษัทประกันภัยโดยตรงเลยโดยไม่ต้องผ่านใคร โดยให้ว่าจ้างหน่วยงานข้างนอก (เอาต์ ซอร์ส) มาเป็นผู้บริหารจัดการเรื่องเกี่ยวกับเอกสารทั้งหมดให้กับกองทุนอีกที (เอาต์ซอร์สนี้เป็นบริษัทเดียวกับบริษัทรับประกันภัยต่อภัยธรรมชาติ (SPV) ที่จะจัดตั้งขึ้น) เอาต์ซอร์สต้องเป็นคนที่มีความรู้เรื่องประกันภัยแต่ไม่น่าจะเป็นบริษัทที่รับประกันภัยโดยตรงเนื่องจากไม่มีความเป็นกลาง อาจจะเป็นบริษัทรับประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอส์) เช่น บริษัท ไทยรับประกันภัยต่อ หรือไทยรี, บริษัท เอเชียนรี ก็ได้”
ชี้! 5 แสนล้านใหญ่สุดในโลก
ไม่มีที่ไหนซื้อคุ้มครองสูงเท่านี้
จีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา เนื่องจากบอร์ดสมาคมประกันวินาศภัย ได้เชิญ บริษัท เอออน เบนฟิลด์ ซึ่งเป็นบริษัทนายหน้าประกันภัย (โบรกเกอร์) ขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของโลก มาหารือถึงการซื้อประกันภัยต่อภายใต้กองทุนจะให้ทางเอออนนำข้อเสนอวงเงิน ความคุ้มครองภายใต้กองทุนไปขายในตลาดรับประกันภัย ในตลาดโลกหารีอินชัวเรอส์ มารองรับความเสี่ยงต่อจากรัฐบาล
ซึ่งทาง เอออน บอกว่า วงเงินความคุ้มครอง 500,000 ล้านบาทที่ประเทศไทยจะซื้อสูงเกินไป สูงที่สุดในโลกเทียบกับประเทศต่างๆ ที่มีการซื้อความคุ้มครองภัยธรรมชาติในช่วงที่ผ่านมาจึงให้เอออนช่วยดูตัวเลขจำนวนเงินเอาประกันภัยที่เหมาะสมที่ประเทศไทยควรจะซื้อเป็นเท่าไหร่มาด้วย และอัตราเบี้ยประกันเท่าไหร่ ซึ่งทางเอออนก็ขอข้อมูลจำนวนกรมธรรม์ที่ขายทั้งหมด ทุนประกันภัยแยกเป็นแต่ละ อำเภอ แต่ละจังหวัด แต่ละภาคได้ส่งข้อมูลให้
“ตอนนี้ภาพต่างๆ ยังไม่ชัดเจน ยังไม่เห็นพ.ร.ก.มีรายละเอียดอะไรบ้าง บอร์ดยังไม่ตั้งและยังไม่รู้มีใครบ้าง มีอำนาจแค่ไหน ยิ่งบอร์ดตั้งเร็ว เท่าไหร่ภาพต่างๆ จะชัดเจนขึ้น อย่างโครงสร้างต่างๆ ที่คุยกันไว้กับคปภ.ยังไม่นิ่งไม่ว่าจะเป็นความเสียหายระดับต่างๆ ที่บริษัท ประกันภัย รัฐบาลและบริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศจะรับอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงต้องให้เอาต์ซอร์สศึกษาก่อน”
สำหรับประเด็นสำคัญอื่นๆ ที่มีการคุยกันคือ รายละเอียดของความคุ้มครองภัยธรรมชาติต้องกำหนด นิยามความหมายของภัยธรรมชาติให้ชัดเจนคืออะไร ลักษณะไหนถึงเรียกว่าภัยธรรมชาติอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมาเป็นภัยธรรมชาติแน่นอน แต่หาก บ้าน 1 หลังถูกน้ำท่วมอย่างนี้ไม่ใช่ภัยธรรมชาติ
ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดความถูกต้องในการตีความ หากมีความเสียหายเกิดขึ้น โดยวงเงินที่บริษัทประกันภัยจะรับ จะใช่ 2,000 ล้านบาท หรือไม่อยู่ที่คำจำกัดความด้วย ถ้าไม่ใช่น้ำท่วมใหญ่เหมือนปีก่อนวงเงิน 2,000 ล้านบาท ธุรกิจประกันภัยรับได้
ด้านแหล่งข่าวจากบอร์ดสมาคมฯ ที่ร่วมประชุมกับบริษัทเอออน ให้ข้อมูลกับ สมาคมฯ ว่า ให้เอออนเอาคำตอบจากรีอินชัวเรอส์สามารถรับความเสี่ยงภัยได้เท่าไหร่และเบี้ยประกันภัย เป็นอย่างไรมาเสนอสมาคมฯภายในสัปดาห์ หน้า เบื้องต้นทางเอออนบอกจำนวนเงินเอาประกัน 500,000 ล้านบาท สูงมากเทียบกับประเทศอื่นๆ ซื้อความคุ้มครองประมาณ 200,000-300,000 ล้านบาท ลดเหลือแค่ประมาณ 200,000 ล้านบาท น่าจะพอ
“วงเงินคุ้มครอง 500,000 ล้านบาท ใหญ่เกิน สมมติ รีอินชัวเรอส์รายใหญ่ๆ ในโลกรับไป 10% ก็ 50,000 ล้านบาทต่อ 1 สัญญา ที่เหลือจะไปขายให้ใคร ใครจะกล้า รับมากเจอไปโครมเดียวเหมือนปีก่อนก็หมดแล้ว ในมุมของเอออนเขามองว่า 500,000 ล้านบาท ไม่มีบริษัทรับประกันภัยต่อในโลกรับเสี่ยงได้ถึงขนาดนี้เพราะที่ผ่านมาบริษัทรับประกันภัยต่อบาดเจ็บกันเยอะมาก หากลดลงมาเหลือ 200,000 ล้านบาทน่าจะพอหาตลาดรองรับได้” |
|
|