สมรภูมิตลาดน้ำดื่มร้อนระอุรับศักราชใหม่...“ไทยเบฟฯ” ส่ง “ช้าง” กระโจนร่างสู่สังเวียนตลาดน้ำดื่ม “ขุดบุญเก่า” ดีกรีชื่อช้าง อัดแน่นด้วยเม็ดเงินทำตลาด เข้ากินส่วนแบ่งในตลาด...ส่วนพี่ใหญ่ “น้ำทิพย์” ทุ่มทุน 700 ล้าน ติดตั้งเครื่องจักรใหม่ เนรมิตเปลี่ยนโฉมหน้าบรรจุภัณฑ์ สู่ขวด “อีโค-ครัช” ที่ลดการใช้วัตถุดิบเม็ดพลาสติกลงถึง 35% รวมทั้งอัดงบอีก 100 ล้านบาท กระตุ้นกำลังซื้อ ผ่านสื่อครบวงจร คาดสิ้นปีเติบโตสูงกว่าภาพรวมปกติในตลาดน้ำดื่ม ซึ่งเติบโตปีละ 10-15% มูลค่ากว่า 18,000 ล้านบาท...!!
“น้ำคือชีวิต : หากคนเราไม่มีไฟฟ้าก็อยู่ได้ แต่หากเมื่อไม่มีน้ำแล้วก็ย่อมที่จะอยู่ไม่ได้”
จากบทความที่ว่านี้...แม้จากช่วงปลายปีที่ผ่านมา ที่คนไทยได้สัมผัสกับมหันตภัยร้ายจากน้ำกันไปทั่วบ้านทั่วเมือง รวมทั้งเข้ามาคร่าชีวิตเพื่อนมนุษย์ชาวไทยไปหลายต่อหลายศพนั้น...
แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งของมวลน้ำที่เข้าเยี่ยมเยือนคนไทยไปเกือบทุกบ้านนี้ ก็กลับทำให้ต้องพบว่าคนไทยคือผู้ที่เดือดร้อนในเรื่องของน้ำเป็นที่สุด
นอกจากภัยจากน้ำเองแล้วคนไทยยังต้องเจอะเจอกับเรื่องร้ายแรงของการ “ขาด แคลน” น้ำดื่ม น้ำใช้ เนื่องจากการกักตุนสินค้าตามมาอีกด้วย...ฉะนั้นแล้วให้มีน้ำอยู่ล้อมรอบกายคนเรามากแค่ไหน น้ำดื่ม น้ำใช้ก็ยังคงมีความสำคัญยิ่งสำหรับมนุษย์เรา...!!
ขณะที่คนไทยผู้บริโภคซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้อยู่นั้น ผู้ประกอบการผลิตน้ำที่ออกจำหน่ายเองก็ประสบกับปัญหาที่ได้รับความเดือดร้อนไม่แพ้กัน บ้างก็โรงงานเจอน้ำเข้าเยี่ยมจนต้องหยุดเดินเครื่องจักร บ้างก็ประสบกับปัญหาการขนส่งที่ไม่สามารถจัดส่งน้ำได้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภคได้
วันนี้หลังจากเหตุการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ “ตลาดน้ำดื่ม” ที่ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดน้ำดื่มนี้ จะเห็นได้ว่ามีเพียงไม่กี่แบรนด์เท่านั้นที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค
อาทิ สิงห์ คริสตัล ช้าง เนสท์เล่ น้ำทิพย์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละแบรนด์ต่างสามารถเข้ามาอยู่ท็อปไฟว์ในตลาดน้ำดื่มมูลค่าตลาดประมาณ 18,000 ล้านบาทได้สำเร็จ เพราะเป็นอัมเบรลล่าแบรนด์ที่มีการแตกไลน์สินค้าของผู้นำตลาดแต่ละค่าย รวมทั้งคุณภาพและการไว้วางใจของผู้บริโภคที่อยู่มานาน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาดูเหมือน “ตลาดน้ำดื่ม” นี้ การแข่งขันจะค่อนข้างนิ่งๆ แบบไร้รสชาติ ซึ่งไม่ต่างอะไรไปจากรสชาติของน้ำดื่มจืดๆ ซึ่งถือว่าผิดไปจากตลาดเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ อย่างตลาดน้ำผลไม้หรือตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลม ที่มักจะเกิดการแข่งขันกระเตื้องกันอย่างดุเดือด ดูแล้วเผ็ดมันส์ น่าตื่นเต้น น่าติดตามอยู่เสมอมา ซึ่งในตลาดน้ำดื่มนี้น้อยค่ายนักที่จะออกมาขยับตัวโยกย้ายส่ายเอวให้เห็นกัน
‘ช้าง’กระโจนร่างเข้าสนามน้ำดื่ม
เดินหน้าขุดบุญเก่าสร้างศักยภาพ
ในปีที่ผ่านมาเท่าที่สัง เกตเห็นคงจะเป็น “แบรนด์ช้าง” ที่เริ่มรุกกระโจนเข้ามาสู่ตลาดน้ำดื่ม อย่างเต็มตัวโดยมีผู้ส่งเข้าประกวดในครั้งนี้ ซึ่งเป็นใครเสียไม่ได้หากไม่ใช่ยักษ์ใหญ่อย่าง “ค่ายไทยเบฟฯ” ซึ่งแน่นอนว่า จะทำให้อุณหภูมิการแข่งขันของตลาดน้ำดื่มเริ่มร้อนปุดๆ ขึ้นมาบ้าง…แม้ว่าช้างจะเป็นผู้เล่นรายใหม่ที่เพิ่งกระโจนเข้ามาภายใต้การรายล้อมของจ้าวตลาดใหญ่ที่สร้างฐานลูกค้าเอาไว้ไม่น้อย
“การรุกเข้ามาในครั้งนี้ ด้วยศักยภาพของสัตว์ใหญ่อย่าง “ช้าง” ที่เพียบพร้อมไปด้วยดีกรีของชื่อเสียง เม็ดเงินที่นำเข้ามาใช้ในการทำตลาด หรือแม้กระทั่งช่องทางการกระจายสินค้านั้น ย่อมจะทำให้ผู้เล่นรายอื่นในตลาด “ขนลุกซู่” กันไปไม่น้อย เพราะจากสถาน การณ์ขั้นวิกฤติน้ำท่วมที่ผ่านมา ทำให้หลายค่ายต่างประ สบกับปัญหาของการจำหน่ายน้ำได้ไม่ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค จนน้ำดื่มในตู้แช่ตามห้างร้านต่างขาดแคลน”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้พบว่ามีเพียงขวดน้ำดื่ม “ช้าง” เพียงแบรนด์เดียวเท่านั้น ที่สามารถนำสินค้าออกมาจำหน่ายเยียวยาต่อความต้องการได้ทันเหตุการณ์ รวมทั้งยังมีการจัดน้ำดื่มเป็นล้านขวดออกจำหน่ายใน 9 จุด 9 วัน ซึ่งนับเป็นการแสดงถึงศักยภาพให้เห็นได้เด่นชัดว่า การรุกของช้างในครั้งนี้ คงเข้าไปกัดกินส่วนแบ่งของแต่ละค่ายได้ไม่ยาก
“น้ำทิพย์” ทุ่มเม็ดเงิน 700 ล้าน
ปัดฝุ่นเนรมิตร่างบรรจุภัณฑ์ใหม่
สำหรับ “ตลาดน้ำดื่ม” ในปี’55 นี้ เริ่มปะทุขึ้นตั้งแต่เปิดรับศักราชใหม่ด้วย “กลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่า ในประเทศไทย” ที่ออกมาทุ่มทุนติดตั้งเครื่องจักรใหม่กว่า 700 ล้านบาท เพื่อสร้างปรากฏการณ์ใหม่เขย่าวงการตลาดน้ำดื่มในประเทศ ไทย ด้วยการแปลงโฉมเนรมิตบรรจุภัณฑ์ “น้ำทิพย์” ในรูปลักษณ์และแนวคิดใหม่ที่เป็นยิ่งกว่าการเป็นน้ำดื่ม นำนวัต กรรมบรรจุภัณฑ์พีอีทีแบบเบาพิเศษเข้ามาใช้ในรูปแบบขวด อีโค-ครัช พร้อมกับการปรับโลโก้ใหม่รูปใบไม้สีเขียวอ่อน ขนาด 550 มิลลิลิตร ราคาขวดละ 7 บาท จากปกติขนาด 600 มิลลิลิตร
โดย “ชาญวิทย์ ชรินธร” ผู้ช่วยกรรมการอาวุโส กลุ่มพัฒนากลุ่มสินค้าและธุรกิจใหม่ บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่า แต่เดิมนั้นไลน์การผลิตน้ำดื่มตั้งอยู่ในโรงงานที่หัวหมากเท่านั้น แต่สำหรับการทุ่มเม็ดเงินติดตั้งเครื่องจักรใหม่ในครั้งนี้จะเข้าไปติดตั้งในโรงงานเดิมที่รังสิต ส่วนในโรงงานเดิมที่หัวหมากจะยังคงใช้ในการผลิตเครื่องดื่มในกลุ่มของโคคา-โคล่า ต่อไป
ส่วนเครื่องจักรที่นำเข้ามาติดตั้งใหม่ในครั้งนี้ยังมีความเร็วสูงสุดในการสามารถผลิตน้ำดื่ม ขนาด 550 มิลลิลิตร ได้ถึง 1,200 ขวดต่อนาที จากเดิมที่มีกำลังผลิตเพียง 500 ขวดต่อนาที ซึ่งถือเป็นสายการผลิตที่มีนวัตกรรมก้าวล้ำความเร็วสูงสุดในกลุ่มธุรกิจโคคา-โคล่าที่เคยมีมา
การปรับเปลี่ยนลุ๊คของ น้ำดื่ม “น้ำทิพย์” ในครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ครั้งใหม่ของการลงทุนอย่างก้าวกระโดดของการปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ไลน์น้ำดื่มในรอบ 34 ปี ที่ผ่านมา โดยมีแนวคิดใหม่ที่มากกว่าการเป็นน้ำดื่มที่มุ่งมั่นสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้แก่โลกสู่ขวด “อีโค-ครัช” ที่ลดการใช้วัตถุดิบเม็ดพลาสติกลงถึง 35% เมื่อเทียบกับบรรจุภัณฑ์แบบเดิม รวมทั้งยังออกแบบให้สามารถบิดขวดได้เมื่อดื่มหมด เพื่อช่วยลดพื้นที่และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บขยะรีไซเคิล ซึ่งนับเป็นการสร้างความคึกคักในตลาดเพิ่มขึ้นได้ไม่น้อย ทั้งยังสร้างความแตกต่างจากตลาดน้ำดื่มที่มีคู่แข่งทำตลาดอยู่ถึง 5 แบรนด์ ได้แก่ น้ำทิพย์ คริสตัล ช้าง สิงห์ เนสท์เล่
จาก 5 แบรนด์ที่ทำตลาดอยู่ในปัจจุบันได้ครองส่วนแบ่งไปกว่า 60-70% ของตลาดรวม ซึ่งนับเป็นตลาดน้ำดื่มที่ยังคงมีความต้องการสูง และในปีนี้ไทยน้ำทิพย์ ยังได้เตรียมอัดงบการตลาดอีก 100 ล้านบาท สำหรับการกระตุ้นกำลังซื้อ ผ่านสื่อครบวงจรและสร้างสีสันการตลาด ผ่านแคมเปญ “น้ำทิพย์ คิดมาเพื่อโลก” พร้อมชวนผู้บริโภคสดชื่นไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบสนุกสนานและยั่งยืน จากการ “เลือก-ดื่ม-บิด” และนับเป็นครั้งแรกของการใช้แอมบาสเดอร์เข้ามาเป็นตัวช่วยในการสร้างแบรนด์ ซึ่งคาดว่าปีนี้ยอดขายน้ำทิพย์จะเติบโตสูงกว่าภาพรวมจากปกติตลาดน้ำดื่มเติบโตปีละ 10-15% มูลค่าตลาดรวมกว่า 18,000 ล้านบาท
การกระโจนเข้ามาของ “น้ำทิพย์” ครั้งนี้นับเป็นการ “เปิดปฐมฤกษ์” เริ่มต้นศักราชใหม่ในตลาดได้ดีไม่น้อย...สำหรับการทุ่มทุนสร้างปรากฏ การณ์ใหม่พลิกโฉมหน้าตัวบรรจุภัณฑ์เดิม ที่เคยสร้างรูปลักษณ์ของแบรนด์ฝาขวดสีน้ำเงินพร้อมกับตัวโลโก้สีฟ้า-น้ำเงิน จนติดตาผู้บริโภคมายาวนานกว่า 34 ปี...แต่วันนี้รูปแบบแบรนด์ดังกล่าวจะค่อยๆลดเลือนหายไปให้ผู้บริโภคพบกับ “น้ำทิพย์” ในรูปแบบใหม่ ขณะที่รูปแบบเดิมก็จะค่อยๆ หายไปภายในไตรมาส 1 ของปี’55 นี้อย่างแน่นอน
“ปรากฏการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นคงสร้างความตื่นตระหนกให้แก่คนในวงการ “ตลาดน้ำดื่ม” ไปไม่น้อย เพราะการมาในร่างใหม่ของ “น้ำทิพย์” ถือว่าค่อนข้างแรง และสร้างสีสันเขย่าวงการตลาดน้ำดื่มได้ดีทีเดียว อีกทั้งยังเป็นการสร้างจิตสำนึกให้แก่คนไทยได้สนุกสนานไปกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้มากยิ่งขึ้น จนต้องทำให้อีกหลายๆ ค่ายที่ยังคงนอนหลับทับสิทธิ์ได้ลุกขึ้นมาเขย่าตลาดน้ำดื่มสร้างรสชาติที่เคยจืดชืดนี้ให้มีรูป รส กลิ่น สี ขึ้นมาบ้าง”
และหากให้วัดการมาของ “ช้าง” ที่กินบุญเก่า และรุ่นพี่อย่าง “น้ำทิพย์” ซึ่งข้างในเก่าแต่ภายนอกใหม่แล้วนั้น คู่นี้ดูแล้วกินกันไม่ขาดจริงๆ เพราะอย่าลืมว่า ช้าง ผู้ส่งเข้าประกวด คือค่ายไทยเบฟฯ ผู้เป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่และมีช่องทางการจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมทั้งร้านค้าแบบดั้งเดิมที่มีเอเย่นต์กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 400 ราย อีกทั้งช่องทางโมเดิร์นเทรด ไทยเบฟฯ ก็ไม่น้อยหน้า
ส่วน “น้ำทิพย์” เอง ด้วยชื่อเสียงที่สร้างมากว่า 34 ปี บวกกับการเนรมิตภาพลักษณ์ขึ้นมาใหม่ รุกสื่ออย่างครบวงจร จึงเป็นที่แน่นอนว่าย่อมจะดึงจุดสนใจในโฉมใหม่ จากผู้บริโภคให้เกิดการอยากรู้อยากลองได้ไม่น้อยทีเดียว รวมทั้งในจุดแข็งเดิมของการมีเครือข่ายจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นข้อดีของการผลักดันสินค้าเข้าสู่ร้านย่อยได้ง่ายขึ้น ฉะนั้น น้ำทิพย์เองปีนี้ก็คงทะยานขึ้นสู่การเติบโตที่มากกว่าภาพรวมตลาดได้ไม่ยาก...!! |