314 16 - 29 กุมภาพันธ์ 2555      
   
     
 
   

สัมผัสไอดิน...กลิ่นแดนใต้
ที่ระนอง ภูเก็ต
เด็ด!! ทั้งน้ำแร่ และสถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส

   
               
   

กลับมาพบกับ “กินเที่ยวทั่วไทย” และพาเพลินกันอีกแล้วค่ะ...ปักษ์นี้ จะเรียกว่าต้อนรับกับฤดูฝนที่หลงฤดูอยู่ในขณะนี้เลยก็ว่าได้ กับอากาศเย็น ๆ ลมโชยอย่างนี้ พลาดไม่ได้เลยที่ “พาเพลิน” จะขออาสาพาท่องเที่ยวไปยังทะเลแดนใต้น้ำทะเลสีฟ้าสดใส หาดทรายสีทองละเอียดใครที่ยังคิดอยู่ว่า จะไปเที่ยวที่ไหนดี..ก็ขอเชิญร่วมทริปกับ “พาเพลิน” ในครั้งนี้แล้วกันเลยค่ะ
…แสงแดดอ่อนๆ จากอาทิตย์รับ “รุง่ อรุณ” ที่เริ่มโผล่ขึ้นมาพ้นผืนฟ้าจากนั้นค่อยๆ ทอดกายสาดแสงลอดผ่านเส้นใยม่านบางๆ เข้ามากระทบ “เปลือกม่านตา” ที่ละมุนละไมของแดดยามเช้า จนบรรยากาศแห่งสรวงสวรรค์ของการหลับนอนที่ผ่านมาทั้งคืน ต้องถูกทำลายไปจนหมดสิ้น...เมื่อเริ่มได้สติมันทำให้ “พาเพลิน” คิดขึ้นมาได้ว่า มีภารกิจใหญ่หลวงแห่งการเดินทางที่รออยู่ ก็ไม่รอช้า “ตาลีตาเหลือก” จัดการสะสางกับร่างกายที่บางเบาเหมือนปุยนุ่น จนเสร็จสิ้น จากนั้นแบกสัมภาระในกระเป๋าใบโตเร่งออกเดินทางไปยังจุดนัดพบทันทีทันใด
ซึ่งสำหรับทริปนี้ จะเป็นการเดินทางร่วมสัมผัส “ไอดินกลิ่นแดนใต้” ที่เริ่มเดินทางกันแต่เช้าด้วยรสบัสมุ่งหน้าไปยังจุดแรกสู่ตัวจังหวัดที่มีคำขวัญที่ว่า “คอคอดกระ ภูเขาหญ้า กาหยูหวาน ธารนํ้าแร่ มุกแท้เมืองระนอง” นั่นก็คือ “จังหวัดระนอง” นั่นเองค่ะ หากพูดถึง “ระนอง” นั้น ถือได้ว่าเป็นจังหวัดแรกของภาคใต้ที่ตั้งอยู่ริมฝั่งทะเลอันดามัน หรือมหาสมุทรอินเดียกันเลยทีเดียว ระยะทางห่างจากตัวกรุงเทพฯ ได้ประมาณ 568 กิโลเมตร ทั้งมีพื้นที่เพียง 3,298 ตารางกิโลเมตร ในลักษณะคอคอดกระ หรือกิ่วกระ ที่ถือว่าเป็นส่วนที่แคบที่สุดของแหลมมลายูนั่นเองค่ะ
ระหว่างเส้นทางการเดินรถนั้น ทำให้ใจนึกไปอยู่จุดหมายแล้วค่ะ เพราะต้องขอบอกก่อนว่า พาเพลิน เองก็ยังไม่เคยย่างกรายเข้าเหยียบในตัวจังหวัดระนองนี้เลยนะคะ รู้แต่ว่าระนองเค้าขึ้นชื่อในเรื่อง “เมืองแหง่ สุขภาพ” ที่มีแหล่งธารน้ำแร่อยู่มากมาย เหมาะสำหรับผู้ที่รักสุขภาพ และชื่นชอบการท่องเที่ยวแบบสุขภาพ และธรรมชาติบำบัด...จนพาเพลินเองอดตื่นเต้น นึกไปถึงบรรยากาศของแหล่งน้ำแร่ธรรมชาตินี้ได้ นี่ถ้าเราได้มีโอกาสเอาตัวลงไปแช่อยู่ในน้ำแร่อุ่นๆ นี้ คงสุขอารมณ์ไม่น้อยเลย
ระหว่างทางแห่งการจินตนาการไปยังจุดหมายนี้ เราก็แวะพักรับประทานอาหารเที่ยง พร้อมสูดอากาศบริสุทธิ์ริมทะเลกันที่ร้าน “ครัวแจ๋ว” ปราณบุรี จังหวัดประจวบฯกันก่อนค่ะ ขอบอกว่าร้านนี้เค้าแจ๋วสมชื่อจริงๆ เลยค่ะ ทั้งบรรยากาศลมเย็นๆ ทั้งอาหารที่เรียกได้ว่ารสเด็ด สะระตี่กันเลยทีเดียว!!!ซึ่งอาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่ มีทั้ง ปลาหมึกแดดเดียวกับน้ำจิ้มรสเด็ดที่ทานแล้วติดใจไม่รู้ลืม ตามด้วยแกงส้ม พริกสดเนื้อปลา มาในหม้อร้อนๆ ด้วยข้าวขยัมเนื้อปู ข้าวผัดที่ขยัมด้วยเนื้อปูชิ้นใหญ่ๆ ทานแล้วนึกถึงตอนเด็กที่คุณยายขยัมข้าวให้ทาน แหม...นึกแล้วมีความสุขจริง ๆ
ต่อด้วยเมนู ปลาอินทรีย์แดดเดียว ไตปลาทูผัดขิง มาถึง เมนูเด็ดปลาอกแร่ หรือปลาเงี่ยนนี้ ทำเอาบรรดาสมาชิกที่ร่วมทริปให้ความสนใจเป็นพิเศษค่ะ บ้างล้อกันว่าทานแล้วจะเงี่ยนบ้าง แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่นะคะ ปลาอกแร่นี้ เล่ากันว่าปลาอกแร่เป็นของพื้นถิ่นของแถบเพชรบุรี ประจวบฯ หากินที่อื่นไม่ได้ ไม่ใช่ไม่มี แต่เขาคงเรียกกันอย่างอื่น แล้วก็แถบนี้ก็มีวิธีการทำปลานี้กันแบบเฉพาะตัว ใครอยากรู้ก็ให้มาลองด้วยตัวเองแล้วกันจร้า อิ่มกันปุ๊บ ก็ถึงเวลาแห่งการเดินทางกันต่อค่ะ ...หน้าท้องตึงแล้วหนังตา พาเพลิน ต้องหย่อนลงทุกที ทำเอาต้องพักสายตาไปกับรถบัสคันนี้ซะแล้ว เพราะเส้นทางที่เราจะมุ่งหน้าไปนั้นคงต้องใช้เวลานานหลายชั่วโมงอยู่นู่นค่ะ ดวงตะวันเริ่มลาลับของฟ้าแล้ว แม้เส้นทางครั้งนี้จะฝ่าเม็ดฝนมาบ้างก็ตามแต่ พาเพลินและชาวคณะที่ร่วมเดินทาง ก็ถึงยังจุดหมายปลายทางโดยสวัสดิภาพ หอบหิ้วสัมภาระเข้าที่พักในโรงแรม จันทร์สมธารา จ.ระนอง แต่ยังไม่หมดแค่นี้นะ พาเพลินว่าทริปวัน พรุ่งนี้ก็ตื่นเต้น ไม่แพ้กั้นค่ะ... แม้จะไกลออกไปหลายกิโลเมตรก็ตามแต่ว่าที่นี่เขามีดีอย่าบอกใครเชียว....
ตื่นเช้ากับแสงแดดวันใหม่..ว้าว!!! สดชื่นจริง ๆ ค่ะ “พาเพลิน” ก็ไม่รอช้าแล้วกันเตรียมพร้อมมุ่งหน้าสู่เมืองใหญ่แห่งทะเลอันดามัน ที่เรียกกันว่า “ประตูเมืองสู่ จ.ภูเก็ต” ชมสถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีส แม้แค่ได้ยิน “พาเพลิน” ก็แทบจะอดใจไม่ไหวแล้ว เมืองภูเก็ตถือได้ว่าเป็นเกาะใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ความสวยงามของทิวทัศน์นั้นไม่ต้องพูดถึง งดงามอย่าบอกใคร หาดทรายสีขาว น้ำทะเลสีฟ้าใส พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน บนพื้นที่ 543 ตารางกิโลเมตร เรียกว่าใหญ่และสวยงามสมคำล่ำลือ ดั่งคำขวัญที่ว่า “ไข่มุกอันดามัน สวรรค์เมืองใต้ หากทรายสีทอง สองวีรสตรี บารมีหลวงพ่อแช่ม” และที่นี่ยังแปลกอีกอย่างหนึ่งในเรื่องของสภาพอากาศ ที่ได้ชื่อว่า ฝน 8 แดด 4 คือ มีฤดูฝน 8 เดือน ฤดูร้อน 4 เดือน ไม่มีฤดูหนาว และถ้าใครอยากเที่ยว จ.ภูเก็ต ก็ต้องเดินทางมาในช่วงน้ำทะเลสีฟ้าสดใส ไม่ควรมา
เที่ยวช่วงหน้าฝน เพราะลมที่นี่แรงมาก!!..
“พาเพลิน” พามายัง จ. ภูเก็ต ทั้งทีจะไม่พาชมประตูเมืองภูเก็ต เดี๋ยวจะมาไม่ถึง ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ สร้างโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 80 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี 2550 เพื่อให้เป็นเหมือนห้องรับแขกแห่งแรก ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามายัง จ.ภูเก็ต จุดเด่นของประตูนี้ คือ เสาประติมากรรมเรียงรายแนวยาว 29 ต้น ที่ก่อสร้างขึ้นตามแนวคิดที่ว่า เลข 2 คือ ท้าวเทพกระษัตรี – และท้าวศรีสุนทร สองวีรสตรีของชาวภูเก็ต ส่วนเลข 9 มีนัยถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รวมถึงถ้านักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติที่สนใจก็สามารถมาศึกษาประวัติศาสตร์ความเป็นมา ของศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ของ จ. ภูเก็ต ผ่านข้อมูลที่ถูกจารึกไว้บนเสาศิลาทั้ง 29 ต้นนี้ได้ค่ะ... แหม... “พาเพลิน” ก็ไม่พลาดแวะ อ่านแล้วถึงกับอึ้ง!! เพราะเรื่องราวต่างๆ ของภูเก็ตนั้นเริ่มตั้งแต่ยุครุ่งเรืองจากการทำเหมืองแร่ดีบุก การทำเกษตรกรรม จนถึงยุคอุตสาหกรรมการท่องงเที่ยวสมัยเฟื่องฟูและจุดเด่นอีกอย่างที่ “พาเพลิน” เห็นแล้วอดใจไม่ได้ที่จะขอถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึก นั่นคือ ประติมากรรมเต่าทะเลกับไข่เต่าขนาดใหญ่ด้านหน้าอาคาร จากฝีมือของศิลปินเอก ศาสตราจารย์ธนะ เลาหกัยกุล ซึ่งเป็นงานศิลปะที่เล่าเรื่องไม้ขาว สถานที่วางไข่ของงเต่ามะเฟือง ที่อาศัยอยู่ใน จ.ภูเก็ต อีกทั้ง ณ ประตูเมืองแห่งนี้ยังมีร้านค้าบริการขายของที่ระลึกให้เลือกซื้อกันด้วยค่ะ อาทิ ผ้าบาติก ไข่มุกอันเลื่องชื่อ อาหารทะเลแปรรูป และชิ้นงานศิลปะต่างๆ เรียกว่าเดินซื้อกันจนเพลินเลยค่ะ
นอกจากภูเก็ตจะเป็นเมืองท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามแล้ว ในตัวเมืองภูเก็ตส่วนมากเป็นตึกสมัยเก่าแบบยุโรป สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยเมื่อเกือบร้อยปีมาแล้ว เมื่อครั้งกิจการเหมืองแร่เริ่มเจริญใหม่ๆ ที่เป็นทั้งบ้านเรือน ร้านค้า สถานที่ราชการ ธนาคาร ลักษณะตึกสมัยเก่า ของภูเก็ตนั้นจะมีส่วนลึกมากกว่าส่วนกว้าง หน้าต่าง ประตู เป็นไม้ฉลุลาย และไม่สูงนัก ตึกสมัยเก่าเหล่านี้ได้รับอิทธิพล ทางด้านสถาปัตยกรรมแบบจีนด้วย การก่อสร้างส่วนใหญ่เป็นตึกแถว 2 ชั้น หรือชั้นเดียว มีกำแพงที่หนา กระเบื้องหลังคาเป็นกระเบื้องโค้งจากจีน ตลอดจนประตู หน้าต่างทั้งหมดล้วนเป็นแบบจีนทั้งสิ้น ต่อมาได้รับการผสมผสานกับสถาปัตยกรรมแบบยุโรป จึงเรียกว่า สถาปัตยกรรมแบบชิโน-โปรตุกีส ปัจจุบันจะหาดูได้บริเวณถนนถลาง ถนนดีบุก ถนนพังงา ถนนเยาวราช และถนนกระบี่ ซึ่งถนนเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของเมือง
ภูเก็ต และบอกเล่าวัฒนธรรมในอดีตได้เป็นอย่างดี ตึกโบราณสิ่งนี้แหละค่ะ ที่“พาเพลิน” ขอยกให้เป็นอะเมซิ่งของ จ.ภูเก็ต เลยล่ะค่ะ
นอกจากนี้ “พาเพลิน” ยังได้เดินตรงมาตามเส้นทางถนนถลางไปเรื่อยๆ ประมาณกลางทางจะพบซอยแยกทางขวามือมีชื่อว่า “ซอยรมณีย์” เป็นซอยหอนางโลมสมัยก่อนแต่ปัจจุบันไม่มีแล้ว ตามตัวอาคารได้มีการตกแต่งทาสีอาคารให้มีสีสันสวยสะดุดตานักท่องเที่ยวผู้มาเยือนความสวยสะดุดตานี้เองที่ทำให้ซอยนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในฉากหนัง ฉากละครหรือแม้แต่กระทั่งภาพยนตร์โฆษณา และที่นี่เค้าก็มีร้านกาแฟเก๋ๆ, ร้านอาหารรสเด็ดและร้านขายผ้าพื้นเมืองไว้คอยให้บริการเช่นกัน นักท่องเที่ยวในย่านนี้เรียกว่าคึกคักกันมาก เดินทางชมตัวเมืองกันพอหอมปากหอมคอแล้ว ก็ถึงเวลาไปยังสถานที่ที่ถือว่าถูกกล่าวขานการรายงานสภาพอากาศของคลื่นวิทยุต่างๆ มากที่สุดนั่นก็คือ “แหลมพรหมเทพ” แหลมยาวคล้ายก้นหอยอยู่ฝั่งตอนใต้ของเกาะภูเก็ตนั่นเอง
สำหรับการเดินทางไปหาดราไวย์นั้นไม่นานอยู่ห่างจากตัวเมืองภูเก็ตประมาณ 17 กิโลเมตร ตามเส้นทางจากห้าแยกฉลองไปสู่หาดราไวย์ ใช้ทางหลวงหมายเลย 4024 ถือว่าเป็นเส้นทางที่สวยที่สุดสายหนึ่งของภูเก็ต และมีชาวเลอาศัยอยู่เต็มไปหมด แต่ก่อนที่ “พาเพลิน” จะพาไปชมแหลมพรหมเทพ ท้องก็เริ่มร้องแล้ว...เดินท่องเที่ยวมากไปหน่อยสงสัยจะหิวแล้ว ซึ่ง“พาเพลิน” ก็ทราบมาว่าหาดราไวย์นั้นมีร้านอาหารอร่อยๆ ที่ชื่อว่า “ร้านอาหารบ้านริมเล” ตั้งอยู่บริเวณหาดราไวย์ทางไปแหลมพรหมเทพ บรรยากาศภายในร้านจัดแบบเรียบง่ายเป็นกันเอง เน้นการได้อยู่ธรรมชาติฟังเสียงคลื่นลม ทะเล พักสายตา ณ เส้นขอบฟ้าอันแสนไกล พร้อมอิ่มท้องไปกับเมนูเด่นของทางร้าน อาทิ “ปลาริมเล” หรือปลากะพงทอดกรอบราดด้วยซอสสูตรของทางร้าน ซึ่งรสชาติเข้ากันเป็นอย่างดี เมนูถัดมา “หมูชาวสวน” คล้ายๆ ปลาช่อนลุยสวนนั่นเองแต่เปลี่ยนจากปลามาเป็นหมูก็อร่อยไปอีกแบบ แถมได้คุณค่าจากสมุนไพรด้วย ถัดไปเป็นเป็น “พิซซ่ามาการิตต้า” เป็นพิซซ่าสูตรต้นตำหรับเพราะเป็นฝีมือของชาวอิตาลีแท้ๆ แต่ปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทยนิดหน่อย แป้งบางกรอบกำลังดี...อั้ม...อร่อย ต่อด้วยเมนูของหวาน “ไอศกรีมริมเล” โดยนำกล้วยหอมและสับปะรดไปผัดกับเนยใส่ไวน์ขาวแล้วโรยด้วยอบเชยเล็กน้อยเสิร์ฟพร้อมกับไอศกรีม อร่อยอย่าบอกใครเชียว ตบท้ายด้วยค็อกเทล “น้ำโมฮีโต้” เป็นเหล้ารำสูตรพิเศษของทางร้าน โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่ ดื่มพอให้หน้ามีสีเลือดฝาดเล็กน้อย
“พาเพลิน” ต้องบอกว่าทั้งหมดนี้เป็นเมนูเด็ด ที่ไว้คอยต้อนรับ การันตีด้วยความยาวนานของร้านนี้เพราะเค้าเปิดให้บริการมาตั้งแต่สมัยคุณแม่รวมๆ ดูแล้วก็กว่า 30 ปี ลูกค้ายังแวะเวียนมาเยือนไม่ขาดสายนั่นเอง กองทัพเดินได้ด้วยท้องฉันท์ใด ก่อนออกเดินทางทุกครั้งอย่าลืมตุนเสบียงให้พร้อมฉันท์นั้น ... ถึงเวลาแล้วที่ต้องเดินทางกันต่อไปยังจุดสุดท้ายของทริปนี้ นั่นคือ “แหลมพรหมเทพ” อยูห่างจากหาดราไวยป์ระมาณ 2 กม. เป็นแหลมที่อยู่ตอนใต้สุดของเกาะภูเก็ต ชาวบ้านเรียกว่า “แหลมเจ้า” บริเวณแหลมพรหมเทพเป็นส่วนที่สวยงามที่สุดส่วนหนึ่งของเกาะภูเก็ต เหนือแหลมพรหมเทพเป็นที่ราบสำหรับจอดรถ ซึ่งอยู่บนหน้าผาสูงริมทะเล จากหน้าผานี้จะมองเห็นแหลมพรหมเทพทอดยาวออกไปในทะเล จะเห็นเกาะหลายเกาะรวมทั้งเกาะแก้ว ทางด้านขวามือจะเห็นแนวหาดทรายของหาดในหานชัดเจน จากบนหน้าผามีทางเดินลงเขาไปจนถึงสุดแหลมพรหมเทพได้ เป็นสถานที่ชมพระอาทิตย์ตกได้งดงามยิ่งนัก ถึงแม้ว่าจะผ่านช่วงวันวาเลนไทน์มาแล้วแต่ยังถือเป็นเดือนแห่งความรักอยู่คู่ไหนที่กำลังมองหาวิวโรแมนติก สำหรับบอกรักล่ะก็ ที่นี่ก็เป็นสถานที่น่าสนใจอีกแห่งค่ะ
เป็นอย่างไรกันบ้างการเดินทางสู่ทะเลอันดามันในทริปนี้ ที่ไดทั้งความรู้ของสถาปัตยกรรม ได้ขมความสวยงามของหาดทราย น้ำทะเลสีฟ้าสดใส ได้กินอาหารจนอิ่มแป้ขนาดนี้เรียกว่าคุ้มจริง ๆ ที่ได้เดินทางมายังภาคใต้ แหม.. เวลามันช่างเดินไวจริง ๆ หมดเวลาสำหรับพาเพลินอีกแล้วค่ะ อย่าลืมน่ะค่ะกลับมาพบกันใหม่กับ “กินเที่ยวทั่วไทย” และพาเพลิน ได้ในครั้งต่อไป