“แอล.พี.เอ็น.” ถือเป็บริษัทที่มุ่งมั่นดำเนินการในการรักษาภาวะผู้นำด้านพัฒนาอาคารชุดพักอาศัยด้วยการสร้างสรรค์คุณค่าแบบบูรณาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่เหมาะสมและพึงพอใจของผู้อยู่อาศัยในชุมชน โดยที่ยังคงไว้ซึ่งผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น และผู้มีส่วนได้เสียอย่างยั่งยืนภายใต้หลักการธรรมาภิบาลบริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นพัฒนาโครงการลุมพินีทาวเวอร์ ริมถนนพระราม 4 ซึ่งเป็นอาคารสำนักงานเป็นโครงการแรก และเคยพัฒนามาแล้วทั้งทาวเฮ้าส์ ออฟฟิศ บ้านเดี่ยวระดับกลาง-ระดับบน แต่ปัจจุบันแบรนด์ “แอล.พี.เอ็น.” เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฐานะผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยประเภทอาคารชุดในเมือง
การดำเนินธุรกิจของแอล.พี.เอ็น.ที่ผ่านมาได้กำหนดแนวทางการดำเนินธุรกิจที่มีคุณภาพและยั่งยืน โดยใช้แนวทางการสร้างความสมดุลของผลตอบแทนเชิงปริมาณและคุณภาพต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม รวมถึงความรับผิดชอบต่อผลกระทบที่บริษัทมีธุรกรรมเกี่ยวข้องภายใต้จริยธรรมและคุณธรรมในการดำเนินงาน และเพื่อให้ทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องมีทิศทางในการดำเนินงานที่ชัดเจน แอล.พี.เอ็น.จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ที่ครอบคลุม เป็นไปตามแนวทางและเป้าหมายของธุรกิจอย่างชัดเจน
และในปีนี้ แอล.พี.เอ็น.ได้พลิกแผนหันมาสู่การพัฒนาโครงการแนวราบอีกครั้งหนึ่ง หลังจากเงียบหายไปได้ระยะหนึ่ง ส่วนกลยุทธ์การบุกตลาดในปีนี้จะมีความดุเดือดขนาดไหน เราจะได้ทราบรายละเอียดจาก “โอภาส ศรีพยัคฆ์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ หรือ LPN
- ที่ผ่านมาอะไรคือสาเหตุที่แอล.พี.เอ็น.หันมาโฟกัสในการพัฒนาคอนโดฯในเมืองเป็นหลัก
ช่วงก่อนหน้าวิกฤติ แอล.พี.เอ็น.เป็นบริษัทที่พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทุกรูปแบบ ทั้งทาวน์เฮาส์ ออฟฟิศ อาคารชุด ที่อยู่อาศัยระดับบน-ระดับกลางมีการพัฒนาไปในหลายรูปแบบ เพราะขณะนั้นแอล.พี.เอ็น.คิดว่า ในเมื่อเราอยากเป็นนักพัฒนา ก็น่าจะพัฒนาได้ในทุกเซกเมนต์ นั่นเป็นความคิดที่เกิดขึ้นมาในช่วงของก่อนปี 2540
แต่หลังจากปี 2540 ความคิดในการพัฒนาของแอล.พี.เอ็น.ก็เปลี่ยนไป เพราะวิกฤติทำให้มองเห็นถึงเซกเมนต์ของลูกค้ากลุ่มนี้ได้ชัดเจน เพราะช่วงวิกฤติเป็นช่วงที่ขาดซึ่งความเชื่อมั่น โดยเฉพาะเซกเมนต์ของคอนโดมิเนียม แต่ลูกค้ากลุ่มที่ซื้อคอนโดมิเนียมในเมืองมีความต้องการเหนียวแน่น มีกำลังซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ก็เลยกำหนดเป็นทิศทางของบริษัทหลังผ่านวิกฤติที่จะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มนี้เป็นหลัก ดังนั้นในอนาคต ถ้าจะต้องมีวิกฤติใหม่เข้ามา แอล.พี.เอ็น.ก็มีความมั่นใจว่า ถ้ายังจับกลุ่มอยู่กับลูกค้ากลุ่มนี้ โอกาสที่เราจะต้องเผชิญกับภาวะของความลำบาก หรือจะมีความเสี่ยงลดน้อยลง
- วางแผนการดำเนินธุรกิจในปี’55 ไว้อย่างไร
ในปี’55 นี้ แอล.พี.เอ็น.ตั้งเป้าว่าจะมีรายได้ 13,200 ล้านบาท จากยอดขาย 16,000 ล้านบาท เติบโตจากปีที่ผ่านมา 15% ซึ่งมีรายได้ 12,000 ล้านบาท และมียอดขายรวม 14,200 ล้านบาท โดยรายได้ในปี’55 จะมาจากแบคล็อคหรือยอดขายรอรับรู้รายได้ 14,000 ล้านบาท โดยจะทยอยรับรู้รายได้ในปี 2555 ประมาณ 11,500 ล้านบาท ส่วนแผนการเปิดตัวโครงการในปีนี้ แอล.พี.เอ็น.ตั้งเป้าเปิดทั้งหมดรวม 11โครงการทั้งในพื้นที่กทม.และต่างจังหวัดหรือมีมูลค่าลงทุนรวม 15,000 ล้านบาท โดยจะแบ่งการเปิดตัวเป็นไตรมาส 1 จำนวน 4 โครงการ ไตรมาสที่ 2 ประมาณ 4 โครงการและในไตรมาสที่ 3 อีก 3 โครงการ ส่วนไตรมาส 4 เป็นช่วงที่จะพิจารณาว่าจะมีการลงทุนโครงการใหม่เพิ่มมากน้อยเท่าใด โดยจะเป็นการลงทุนในหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด 1-2 แห่ง
ทั้งนี้ ทำเลที่จะมีการที่จะเปิดตัวในไตรมาสแรกประกอบด้วย สุขุมวิท 47, สุขุมวิท 109, บางนาซึ่งจะเปิดตัวในเดือนกุมภาพันธุ์ ส่วนอีก 1 ทำเลอยู่บนถนนสุขุมวิทอยู่ระหว่างเจรจาซื้อที่ดินส่วนไตรมาสที่ 2 จะเปิดตัวโครงการใหม่ในทำเล รัชโยธิน, รัตนาธิเบศร์, หาดจอมเทียน,และหัวหิน ไตรมาสที่ 3 จะเปิดตัวโครงการใหม่ในทำเลรามคำแหง,พัทยานาเกลือ,และโครงการหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดอีก 1 โครงการ
- ผลตอบรับจากการเปิดตัวโครงการใหม่ที่พัทยา ประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน
สำหรับการลงทุนในพัทยานั้น โครงการลุมพินีคอนโดทาวน์ ได้ปิดการขายแล้ว ส่วนโครงการลุมพินีพาร์คแอนด์บีช มียอดขายแล้ว 70% ของเฟสแรก ส่วนโครงการ 3 คือ โครงการลุมพินีวิลล์ ล่าสุดได้เปิดการขายแล้วโดยมีผลตอบรับที่ดีมาก คาดว่าในปีนี้จะเปิดเฟส 2 ของทั้ง 2 โครงการดังกล่าวในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี โดยทั้ง 2 โครงการนั้นในเฟส 2 จะมีการพัฒนาจำนวนยูนิตรวม 4,000 ยูนิต “ตลาดพัทยาเป็นตลาดที่มีดีมานด์ จำนวนมากกว่า 1.2-1.3 ล้านคน จากประชากรรวม 1.5 ล้านคน โดยในจำนวนนี้เป็นประชากรที่อยู่ในพื้นที่ 2 แสนราย ส่วนที่เหลือเป็นประชากรที่เข้ามาทำงานภาคบริการและภาคธุรกิจต่างๆ ซึ่งกลุ่มของประชากรที่เข้ามาทำงานในพื้นที่นั้น ส่วนใหญ่เช่าอพาร์ตเม้นท์ ซึ่งมีค่าเช่าต่อเดือน 5,000-6,000 บาทต่อเดือน”
ทั้งนี้การเข้ามาลงทุนพัฒนาโครงการของแอล.พี.เอ็น.ในตลาดพัทยาถือว่าเป็นการเปิดตลาดห้องชุดระดับกลาง-ล่างราคา 1-2 ล้านบาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาฯในสว่ นกลางหลายๆ รายทมีี่แผนการขยายการลงทุนเข้ามาในตลาดพัทยา เช่น ศุภาลัย, พฤกษาฯ และแสนสิริ ซึ่งเชื่อว่าในระยะใกล้นี้จะเข้ามาแชร์ตลาดระดับกลาง- ล่างกับ “แอล.พี.เอ็น.”
นอกจากนี้เพื่อเป็นการรองรับกลุ่มลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในส่วนของผู้บริโภคระดับกลาง และระดับล่าง รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในกลุ่มเกษียณอายุ ซึ่งในโครงการลุมพินีวิลล์ วงศ์อมาตย์นี้ถือเป็นโครงกรแรกที่แอล.พี.เอ็น.ได้พัฒนาโครงการในรูปแบบมิกซ์ยูส เพื่อรองรับกลุ่มผู้เกษียณอายุโดยเฉพาะ โดยมีการแบ่งส่วนห้องพักอาศัยเป็น Family Zone ซึ่งรองรับกลุ่มผู้สูงอายุ โดยมีจำนวนถึง 80 ยูนิต
“ห้องชุดโซน แฟมิลีโซน นี้มีการออกแบบเป็นพิเศษ เช่น ห้องมีขนาดกว้างขึ้น คือ มีพื้นที่ 34 ตร.ม. ดีไซน์ห้องให้ไม่มีผนังกันห้อง ห้องนํ้าเฉพาะเพื่อผู้สูงอายุ และมีราคาขายที่สูงกว่าห้องชุดปกติ 10,000-12,000 บาทต่อตร.ม”
- กลยุทธ์การบุกตลาดในปีนี้ วางไว้อย่างไร
สำหรับกลยุทธ์การพัฒนาคอนโดมิเนียมใหม่ในปีนี้ จะใช้รูปแบบ “แฟมิลี่ โซน” ที่มีการออกแบบโครงการให้สอดรับกับกลุ่มเป้าหมายทุกวัย ทั้งคนทำงาน และคนสูงอายุ เพื่อสามารถอยู่อาศัยร่วมกันได้ในโครงการเดียวกัน โดยเป็นแนวคิดที่ได้นำร่องมาแล้วในโครงการลุมพินี วิลล์ นาเกลือ-วงศ์อมาตย์ รูปแบบดังกล่าวถือเป็นการขยายฐานกลุ่มเป้าหมายไปยังผู้สูงวัย โดยไม่จำเป็นต้องแยกออกเป็นโครงการเฉพาะสำหรับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง จากก่อนหน้านี้ กลุ่มแอล.พี.เอ็น. เคยมีแนวคิดจะพัฒนาโครงการเพื่อผู้สูงอายุ โดยเฉพาะมาแล้ว แต่จากการสำรวจแล้วพบว่าคนสูงวัยไม่นิยมอยู่อาศัยกับคนกลุ่มเดียวกัน แต่ชอบอยู่กับคนที่มีอายุหลากหลาย และชอบอยู่กับลูกหลาน
- ในช่วงที่เกิดภาวะวิกฤตินํ้าท่วม แอล.พี.เอ็น.ได้รับผลกระทบบ้างหรือไม่
ช่วงที่เกิดวิกฤติปัญหานํ้าท่วมถือว่าเป็นผลบวกกับแอล.พี.เอ็น. เพราะว่าสามารถบอกให้ลูกค้าได้รู้ว่าช่วงที่เกิดปัญหาแอล.พี.เอ็น.มีการบริหารจัดการอย่างไร ทำให้สามารถทำตลาดได้ง่ายขึ้น เพียงแค่บอกว่าจะเปิดโครงการที่ไหน ก็ทำให้ได้รับการตอบรับที่ดี ที่ผ่านมาแอล.พี.เอ็น.ก็ผ่านอุปสรรคมามาก ทำให้มีการนำเสนอแนวคิดใหม่ๆ กับตลาดตลอดเวลา ซึ่งบางครั้งก็มีคำถามว่าสิ่งที่แอล.พี.เอ็น.ทำนั้นจะถูกต้องหรือไม่ แต่ในที่สุดก็ได้รับการยอมรับ เพราะแอล.พี.เอ็น.ไม่ได้มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด แต่ต้องการส่งเสริมให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เพราะเชื่อว่าเมื่อสังคมดีแล้ว จะขยายไปสู่ทุกสิ่งในประเทศให้ดีด้วย
- นโยบายการลงทุนเพื่อพัฒนาโครงการแนวราบในปีนี้วางไว้อย่างไร
ในปีนี้ แอล.พี.เอ็น.มีแผนลงทุนพัฒนาโครงการทาวน์เฮ้าส์รวม 5 โครงการมูลค่ารวม 1,500 ล้านบาท โดยได้ลงทุนพัฒนาโครงการทาวน์เฮ้าส์ ในช่วงไตรมาสแรก 2 โครงการ คือโครงการลุมพินีทาวน์เพลส รัชโยธิน-เสนา ซึ่งมีพื้นที่พัฒนาโครงการ 7 ไร่ จำนวน 71 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 4.5-4.6 ล้านบาท มูลค่ารวม 400 ล้านบาท ขณะนี้ขายได้แล้ว 40% และคาดว่าจะสามารถปิดการขายในสิ้นเดือน ม.ค.นี้ และโครงการลุมพินีทาวน์ เรสซิเดนท์ ลาดพร้าวสเตชั่น ราคาเริ่มต้น 9 ล้านบาท ซึ่งมีมูลค่า 770 ล้านบาท ส่วนอีก 3 โครงการ ที่เหลืออยู่ระหว่างการหาที่ดินในการพัฒนาโครงการต่อเนื่อง โดยเป้าหมายรายได้ในปีนี้คาดว่าจะทำได้ 1,000 ล้านบาท
สำหรับนโยบายการลงทุนพัฒนาโครงการแนวราบในปีนี้ แอล.พี.เอ็น. จะเน้นลงทุนภายใต้แบรนด์ ลุมพินีทาวน์ เพลส ซึ่งมีระดับราคาเฉลี่ย 3-4 ล้านบาทขึ้นไป ส่วนทาวน์โฮม ลุมพินีทาวน์เรสซิเดนท์ ระดับราคา 8-10 ล้านบาท จะเป็นแบรนด์ที่ลงทุนรองลงมา “ก่อนหน้านี้จะเห็นว่าแอล.พี.เอ็น.ทำคอนโดมิเนียมเป็นหลักมาตลอด ส่วนโครงการแนวราบต้องถือว่ายังอยู่ในช่วงศึกษา แต่ปีนี้แอล.พี.เอ็น.เห็นโอกาสที่ดีจึงเข้ามาลงทุนโครงการ แต่จะไม่เน้นปริมาณยูนิตและจำนวนโครงการมากนัก โดยวางเป้าสัดส่วนรายได้จากแนวราบในปีนี้อยู่ที่ 8% และจะเพิ่มเป็น 10% ภายใน 3 ปี”
- ในช่วงที่ผ่านมา เห็นว่า แอล.พี.เอ็น.มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ตรงนี้เป็นการรองรับการเติบโตของบริษัทในอนาคต หรือว่าอย่างไร
เหตุผลของการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ในครั้งนี้นั้น เกิดขึ้นเพื่อรองรับการขยายตัวและการเติบโตของ L.P.N. Development Group ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในทุกส่วนงาน เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า อีกทั้งเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์การแข่งขัน ความต้องการของลูกค้า หรือต้นทุนการพัฒนาโครงการที่เพิ่มสูงขึ้น เป็นต้น
โดยสิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจของความสำเร็จ คือการให้ความสำคัญกับลูกค้าในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะการบริการหลังการขายหรือการบริหารชุมชน ซึ่งถือเป็นข้อแตกต่างจากคู่แข่งขัน โดยการโฟกัสบทบาทของบริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในการบริหารจัดการชุมชน โดยเนน้ การบริหารจัดการคุณภาพชีวิตของผูอ้ ยูอ่ าศัยภายใตน้ โยบาย “ชุมชนน่าอยู่” และเพิ่มศักยภาพของบริษัท พรสันติ จำกัด ในฐานะผู้พัฒนาโครงการในลักษณะที่ไม่ใช่คอนโด (Non-Condo) ซึ่งจะเติบโตควบคู่ไปกับ LPN พร้อมจัดตั้งบริษัทใหม่ บริษัท ลุมพินี โปรเจค มาเนจเมนท์ เซอร์วิส จำกัด ขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อบริหารจัดการในทุกขั้นตอนของการพัฒนาโครงการ ได้แก่ การบริหารงานขาย การบริหารงานก่อสร้าง ตลอดจนถึงการส่งมอบ และการโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดให้แก่ลูกค้า ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งการควบคุมต้นทุน และการสร้างคุณค่าเพิ่มของสินค้าและการบริการ
อีกทั้งจากวิสัยทัศน์ของแอล.พี.เอ็น. ที่กำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือ ผู้ที่มีรายได้ปานกลาง-ล่าง ซึ่งทำให้แอล.พี.เอ็น. ประสบความสำเร็จอย่างสูงมาโดยตลอด และคาดว่าในอนาคตข้างหน้า แอล.พี.เอ็น.จะมีชุมชนที่อยู่ในความดูแลมากกว่าหนึ่งแสนครอบครัว ซึ่งถือเป็นสังคมที่มีขนาดใหญ่ดังนั้นโครงสร้างการบริหารจัดการเพื่อดูแลคุณภาพชีวิตของชุมชนถือว่ามีความสำคัญและเป็นภาระที่หนัก ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน การปรับโครงสร้างองค์กรในครั้งนี้จึงเป็นไปเพื่อรองรับการขยายตัวของ LPN ในอนาคตให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเข้าไปใส่ใจและใกล้ชิดในทุกรายละเอียดของการดำเนินงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของลูกค้าได้มากที่สุด โดยเป้าหมายคือ การสร้างสังคม สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตที่ดี ตามนโยบาย “ชุมชนน่าอยู่” ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อน การดำเนินงานของทุกส่วนให้ประสาน สอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
- มองภาพรวมธุรกิจอสังหาฯ ในปีนี้เป็นอย่างไร และทิศทางจะไปในรูปแบบใด
ในส่วนของภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ ยังคงได้รับผลกระทบจากปัญหานํ้าท่วมช่วงที่ผ่านมา ทำให้แต่ละบริษัทที่ได้รับผลกระทบจะมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาด้านต่างๆ ขึ้นอยู่กับว่าได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด ทั้งในเรื่องของการก่อสร้าง การส่งมอบบ้านให้ลูกค้า และการสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค สำหรับช่วงครึ่งปีแรกนี้ในส่วนของผู้ประกอบการที่ไม่ได้รับผลกระทบจะมีการเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมใหม่ออกมามากขึ้น ทำให้เชื่อว่าตลาดคอนโดฯ จะเติบโตมากในช่วงครึ่งปีหลัง และคาดว่าปีนี้จะมีปริมาณการเปิดตัวใกล้เคียงกับปี 2553 ที่มีประมาณ 60,000 หน่วย
นอกจากนี้ ยังจะเห็นทิศทางตลาดคอนโดมิเนียมเปิดตัวมากในตลาดต่างจังหวัด ทั้งพัทยา ชลบุรี ภูเก็ต เป็นต้น โดยพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อจะหันมานิยมซื้อโครงการคอนโดฯ ในต่างจังหวัดไว้สำหรับรองรับภาวะฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในกรุงเทพฯ ขณะที่ปัจจัยจากการปรับค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท และการปรับขึ้นเงินเดือนผู้จบปริญญาตรีขั้นต่ำ 15,000 บาทนั้น จะส่งผลต่อกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ทำให้สามารถที่จะซื้อคอนโดฯ ในระดับราคาเฉลี่ย 1 ล้านบาทได้ ตลาดนี้จึงน่าจะกลับมาเติบโตขึ้นอีกครั้ง |