314 16 - 29 กุมภาพันธ์ 2555      
   
 
 
               
 
   

ถอดรหัสเศรษฐกิจไทยหวั่น 3 ปัจจัยเสี่ยง
รัฐเรียกความเชื่อมั่นห่วงต่างชาติย้ายฐาน!

   
               
   

“ภาครัฐ” เดินหน้าฟื้นฟูเรียกความเชื่อมั่น ย้ำจเป็นต้องเร่งออก พรก.เงินกู้เพื่อสร้างความมั่นใจ ทั้งคนในชาติ นักลงทุนต่างประเทศ ต้องเร่งทำให้เกิดรูปธรรม ห่วงต่างชาติย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศคู่แข่ง หวั่น 3 ปัจจัยเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทยวูบ! ด้าน “เอกชน” เชื่อจีดีพีปี’55 โต 5% ชี้ความเชื่อมั่นจากภาครัฐ เป็นปัจจัยหลักหนุนเศรษฐกิจฟื้น พร้อมแนะรัฐต้องกล้าตัดสินใจปรับขึ้น “แอลพีจี-เอ็นจีวี” แบบขั้นบันได เพื่อดึงเงินเข้ากองทุนนํ้ามันฯ เตือนหากอุดหนุนต่ออีก 5 ปี อาจเป็นทุนระเบิดใหญ่ ต้องหาเงินมาชดเชยสูงถึง8 แสนล้าน ขณะที่ “บิ๊กอสังหาฯ” แนะปรับผังเมือง กทม.ใหม่ เร่งลงทุนเมกะโปรเจ็กต์ หนุนใช้ดอกเบี้ยต่ำเดินมาถูกทาง
หลังประเทศไทยต้องบอบช้ำจากวิกฤติที่เกิดขึ้น จนทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักเกือบทั้งระบบ ดังนั้นในทุกภาคส่วนจึงจำเป็นต้องเร่งฟื้นฟูเยียวยาหวังเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา เพราะไม่เช่นนั้นความเชื่อมั่นจากนักลงทุนที่มีต่อไทยก็จะลดน้อยถอยลง ยิ่งในปีนี้มีการคาดการณ์กันว่าปริมาณน้ำจะมีมากกว่าในปีที่ผ่านมา ยิ่งทำให้นักลงทุนต่างชะลอการลงทุนเพื่อรอดูความชัดเจนจากรัฐบาลในการแก้ไขปัญหา

รัฐหวั่น 3 ปัจจัยเสี่ยงฉุดนักลงทุน
ห่วงต่างชาติย้ายฐานผลิต
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมุมมองเศรษฐกิจไทยปีนี้ว่า ทุกคนให้ความสนใจทางด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกหรือเศรษฐกิจในประเทศ เพราะที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างตั้งแต่ความผันผวนทางเศรษฐกิจการเปลี่ยนแปลงค่าเงิน หรือเรื่อง
อุทกภัย โดยจะเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศเป็นปัญหาที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้นการเกิดเหตุการณ์ต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่ทุกคนจะต้องตื่นตัวติดตามข่าวสาร และปรับตัวเองให้เดินหน้าต่อไปได้ในบรรยากาศที่ท้าทายของปีนี้
ซึ่งการถอดรหัสแรกของ GDP คือเป็นปีของความท้าทาย ของการฟื้นฟูความมั่นใจ และความแข็งขันในการรวมพลังของคนในชาติเพื่อกอบกู้ความมั่นใจทั้งหมดกลับคืนมา “สิ่งสำคัญจะทำอย่างไรให้เดินหน้าต่อไปได้ บนบรรยากาศอันท้าทาย ซึ่งถ้ามาถอดรหัสจีดีพี คืออะไร ต้องบอกว่าปีนี้ถือเป็นปีของความท้าทายเป็นปีของการฟื้นฟูความมั่นใจเป็นปีของการแข่งขัน และรวมพลังของคนในชาติทั้งหมดเพื่อกอบกู้ความมั่นใจทั้งหมดกลับคืนมา”
ถ้าดูระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศไทยวันนี้ จะเห็นว่าพึ่งเศรษฐกิจโลกมากกว่าเศรษฐกิจในประเทศ เพราะดูจากตัวเลขฐาน GDP ประมาณ 10 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มาจากรายได้การส่งออกของประเทศไทย 70% เป็นการพึ่งเศรษฐกิจโลก และ 20% เป็นการบริโภคภายในประเทศ หรือการใช้จ่ายของรัฐบาล อันเป็นส่วนที่ต้องเตรียมตัวว่าเราจะทำ
อย่างไรถ้าเศรษฐกิจโลกเกิดความผันผวน ซึ่งความผันผวนเกิดขึ้นตั้งแต่วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกา วันนี้เกิดทางยุโรป ซึ่งเราอยู่ปลายทางก็ต้องดูว่าการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจต่างๆ นั้นเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ ต้องกลับมาดูประเทศไทยว่าจะต้องปรับตัวเองอย่างไร ให้เตรียมการรองรับให้แข็งแรง
ทั้งนี้ ประเทศไทยก็ได้มีการเตรียมการมามาก ที่ในเรื่องการส่งออกก็พยายามที่จะส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ที่ไม่พึ่งเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา หรือยุโรปเพียงอย่างเดียว ในปีนี้ปัจจัยเสี่ยงที่น่าจับตามองสำหรับเศรษฐกิจไทยมี 3 ปัจจัย คือ1.ความเปราะบางของเศรษฐกิจสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ซึ่งในเวที เวิล์ด อิโคโนมิค ฟรอรั่ม ประเด็นนี้เป็นหัวข้อที่ทุกประเทศให้ความสนใจ และไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร ซึ่งหลายประเทศเชื่อว่าจะไม่จบลงง่ายๆ และยังไม่สามารถสรุปได้ และทุกประเทศเชื่อว่า จะมีผลกระทบแน่นอน
เพราฉะนั้นจึงหันกลับมาดูในประเทศของตัวเอง โดยการพึ่งเศรษฐกิจในประเทศของตัวเอง และความหวังของเศรษฐกิจโลก ขณะนี้ คือ ทุกประเทศหวังในตัวคนรุ่นใหม่ ดังนั้นจึงต้องสร้างพลังของคนรุ่นใหม่ ขณะนี้เชื่อว่า ความเปราะบางนี้จะมีผลกระทบต่อการค้าการลงทุน และการท่องเที่ยวของไทย เพราะขณะนี้สินค้าของไทยส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรปประมาณ 19% ของมูลค่าการส่งออก ส่วนนักท่องเที่ยวมีสัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 30% ซึ่งถือว่ามากทีเดียวที่ได้รับผลกระทบถ้าการแก้ปัญหาไม่ลงตัว ซึ่งของไทยจะได้รับผลกระทบบ้าง แต่ไม่โดยตรง อาจจะเป็นเพียงปลายทางของห่วงโซ่
ผลกระทบนั้นอย่างไรก็ตาม ก็ยังมีปัจจัยบวกอยู่บ้าง อย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่น ที่เจอปัญหาสึนามิ แต่ขณะนี้ญี่ป่นได้เริ่มกลับมามีบรรยากาศที่ดีขึ้น ซึ่งประเทศญี่ปุ่นเองถือว่าเป็นตลาดส่งออกอันดับ 2 ของไทย และก็เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น โดยคาดว่าตัวเลขที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าไว้ว่าตลาดส่งออกของญี่ปุ่นน่าจะดีขึ้น ถึง 5% ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นไปได้
สำ หรับปัจจัยที่ 2 คือ ความผันผวนของค่าเงินบาท ที่น่าจะมีส่วนในการย้ายกระแสการไหลเข้าออกการลงทุนจากหลายประเทศก็มีผลต่อค่าเงินบาท ซึ่งอาจจะกลับมาเป็นปัจจัยบวกในเรื่องตลาดส่งออก ทำให้ไทยได้เปรียบทางการค้ากลับมา ส่วนปัจจัยความเสี่ยงที่ 3 คือ ภัยธรรมชาติ ซึ่งภัยธรรมชาติไม่ได้เกิดกับประเทศไทยเพียงอย่างเดียวแต่เป็นปัญหาของทุกประเทศในอาเซียน ซึ่งทุกประเทศต้องปรับตัวรับมือกับภัยธรรมชาติ
“ส่วนของประเทศไทยมีแผนรับมือเรื่องนี้โดยการออกพรก. ขึ้นมาเพื่อกู้เงินมาบริหารจัดการน้ำในเบื้องต้น 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งไม่รวมกับเงินที่รัฐบาลลดค่าใช้จ่ายมาเป็นการเยียวยาและการแก้ปัญหาฉุกเฉิน 1.2 แสนล้านบาท การที่ประเทศไทยจำเป็นต้องออกพรก. อย่างเร่งด่วน ก็เพื่อสร้างความมั่นใจทั้งคนในชาติและนักลงทุนต่างชาติ เพราะถ้าเขาไม่เห็นแผนที่ชัดเจน นักลงทุนต่างชาติก็จะไม่เห็นสิ่งที่จับต้องได้อย่างเป็นรูปธรรม
วันนี้สิ่งที่เป็นห่วงคือการย้ายฐานการผลิตไปสู่ประเทศอื่นที่เป็นคู่แข่งของไทยจึงเป็นที่มาว่าทำไมรัฐบาลต้องเร่งออก พรก. เพื่อสร้างความมั่นใจ เพราะรัฐบาลไม่อยากเห็นความเจ็บปวดเกิดขึ้น ในประเทศไทยอีก”
ในปี’55 นี้ รัฐบาลตั้งเป้าให้ GDP เติบโตอยู่ 5% โดยคาดว่าน่าจะมาจากภาคการส่งออกที่มีการกระจายความเสี่ยงไปในตลาดส่งออกภาคตะวันออกกลาง อินเดีย หรือในอาเซียนมากขึ้น เพราะถ้ามีจำนวนประชากรมาก การทำอะไรต่างๆ ก็จะมีความคุ้มมากขึ้นด้วย รวมถึงประเทศที่มีข้อตกลงการค้าเสรีหรือ FTA เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ จีน หรือญี่ปุ่น ที่จะต้องใช้ประโยชน์เรื่องของภาษีที่ลดลงเป็นศูนย์ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด
แต่ขณะเดียวกันประเทศไทยก็ต้องปรับพื้นฐานเกษตรกรรม และยกระดับความสามารถในการแข่งขันที่จะต้องทำควบคูกั่นไป และรัฐบาลจะเร่งเจรจาข้อตกลง FTA ที่คั่งค้างอยู่ทั้งหมดโดยตั้งเป้าว่าจะต้องทำให้เสร็จภายในกลางปี เพื่อประโยชน์ในเรื่องของการค้าขายของประเทศทั้งนี้ นอกจากภาคการส่งออกแล้วยังมีเรื่องของภาคการลงทุนที่จะเน้นเรื่องของเส้นทางคมนาคม
ซึ่งจุดเด่นของประเทศไทยคือพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจ และเกษตรกรรม รวมถึงพื้นฐานคนและพื้นฐานโครงสร้างประเทศ ซึ่งประเทศไทยเองก็เชื่อมั่นว่า มีพื้นฐานที่ดี ขณะเดียวกันหลายประเทศมองว่าประเทศไทยเป็นจุดศูนย์กลางที่ได้เปรียบประเทศอื่น ซึ่งไทยเชื่อมต่อกับภูมิภาคอาเซียน ดังนั้นจึงเป็นอีกโจทย์หนึ่งของนักลงทุนที่ประกอบกิจการในประเทศไทย โดยนักลงทุนยังมองไทยเป็นศูนย์กลางในการลงทุนและเชื่อมต่อภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประเด็นนี้ก็จะพูดกันมากขึ้นในช่วงการเปิดประตูสู่ประชาคมอาเซียน ดังนั้นไทยต้องมีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปอีกหลายประเทศที่มีการเจริญทางด้านการค้าและการลงทุน
ดังนั้นต้องให้นักลงทุนมีความมั่นใจ โดยเฉพาะนักลงทุนในกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งถ้าการลงทุนในกลุ่ม เอสเอ็มอี มีมากขึ้นก็จะส่งผลไปยังบริษัทใหญ่ๆ ดีขึ้นด้วย เพราะฉะนั้นไทยต้องแก้ที่ฐานราก การกระตุ้นเศรษฐกิจต้องกระตุ้นที่ฐานราก ซึ่งสอดคล้องกับรัฐบาลที่ต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศเพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
ดังนั้น ถ้าถามว่าถอดรหัสGDP ปี 55 คืออะไร ก็คือความเชื่อมั่นของพวกเราทุกคนที่เชื่อว่าเราทุกคนจะเดินฟันฝ่าต่ออุปสรรคที่เกิดขึ้นนี้ได้ ฟันฝ่ากับความท้าทายที่ทุกประเทศได้รับเหมือนกัน แต่ก็เชื่อมั่นพื้นฐานประเทศไทย ความรักความสามัคคี ความรักและความเชื่อใจกันตรงนี้ ยังยืนยันว่าเป็นพื้นฐานสำคัญ เพราะหลายท่านคงเห็นที่น้ำท่วม ธารน้ำใจต่างๆ ของคนไทยยังอยู่ วันนี้เราต้องขอแรงร่วมใจในการสร้างความเชื่อมั่นและฟื้นฟูประเทศอีกครั้งหนึ่ง

เอกชนชี้ความเชื่อมั่นหนุนศก.ฟื้น
แนะรัฐทำอะไรต้องกล้าตัดสินใจ!
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ คณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) กล่าวว่า การขยายตัวเศรษฐกิจของประเทศจะเติบโตมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ประชาชน เพราะถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมื่อเอกชนมีความเชื่อมั่นก็จะลงทุนเพิ่ม และจะเกิดการบริโภคของเอกชนและประชาชนตามมา แต่หากไม่เกิดความเชื่อมั่นทุกอย่างก็คงไม่เดิน
ดังนั้น การเติบโตของจีดีพีภายในประเทศขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นต้องมาก่อน และหากรัฐบาลสามารถผลักดันให้จีดีพีขยายตัวได้ 5% ตามเป้าหมาย ถือว่าประสบความสำเร็จ ผ่านการอัดฉีดเงินไปสร้างโครงการต่างๆ ป้องกันน้ำท่วม 350,000 ล้านบาทในระยะปานกลาง และเร่งทำให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่ ทั้งเส้นทางคมนาคมขนส่งระบบราง รถไฟความเร็วสูง การสร้างเขื่อน คันกั้นน้ำ ท่าเรือน้ำลึก เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทยในอนาคต วงเงิน 2.27 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ หากไทยยังไม่เร่งปรับโฉมโครงสร้างพื้นฐาน ต่างชาติจะหนีไปลงทุนประเทศอื่นรัฐบาลจึงต้องมีแนวทางบริหารจัดการน้ำให้ชัดเจน แต่ลำบากใจ สำหรับประเทศไทยเอง เพราะถึงแม้ไม่มีภัยธรรมชาติก็ขัดแย้งกันเอง สิ่งเหล่านี้ต้องทำให้เกิดความเชื่อมั่น
นอกจากนี้ นายประเสริฐ ยังมองว่า รัฐบาลต้องกล้าตัดสินใจปรับโครงสร้างราคาพลังงานด้วยการยอมให้ปรับราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และเชื้อเพลิงธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) เพื่อดึงเงินเข้ากองทุนน้ำมันแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะหากยังช่วยเหลืออุดหนุนต่อไปเพียง5 ปี จะเป็นทุ่นระเบิดให้รัฐบาลต้องหาเงินมาชดเชยความเสียหายประมาณ 800,000 ล้านบาท แต่หากหันมาปรับเพิ่มให้สะท้อนกลไกตลาดจะนำเงินดังกล่าวมาสร้างโครงการพื้นฐานได้หลายโครงการ
ด้าน นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)กล่าวว่า ผู้ประกอบการเริ่มกลับมาผลิตสินค้าแล้ว 80-90% หลังประสบปัญหาน้ำท่วมช่วงที่ผ่านมา นับว่านักลงทุนมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เพราะเริ่มมีออร์เดอร์สั่งซื้อสินค้าเข้ามากขึ้น และเมื่อรัฐบาลได้มีแนวทางป้องกันน้ำท่วมผ่านโครงการต่างๆ แล้ว ขั้นต่อไปอยู่ที่การเร่งโครงการให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม รวมถึงปัญหาการเมืองมักทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง หากรัฐบาลผลักดันเศรษฐกิจหลังเกิดปัญหาน้ำท่วมได้ 5% ตามเป้าหมายถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพื่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ และการลงทุน
ขณะที่ นายอิสระ บุญยัง นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรรกล่าวว่า แม้จะมีปัญหาอุทกภัยในปีที่ผ่านมา แต่การสร้างที่อยู่อาศัยยังเดินหน้าต่อไป เพื่อส่งมอบงานให้เสร็จประมาณ 85,000 ยูนิต และขณะนี้อสังหาริมทรัพย์ในต่างจังหวัดเติบโตสูงมาก โดยผู้ประกอบการหันไปสร้างบ้านที่จังหวัดเชียงใหม่ ภูเก็ต อุดรธานี นครราชสีมา ทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ในปี 2555 นี้ยังเติบโตมากกว่าปี 2554 ประมาณ 5% แม้ช่วงแรกยอดซื้อบ้านจะลดลงไปบ้าง แต่ในช่วงไตรมาส 3-4 แรงซื้อจะกลับเข้ามา แต่จากปัจจัยราคาน้ำมันแพง ค่าแรงเพิ่มขึ้น ต้นทุนขนส่งเพิ่ม ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างปรับเพิ่ม ส่งผลราคาอสังหาริมทรัพย์จะปรับเพิ่มประมาณ 5-10% ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

สำหรับสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือ การปรับผังเมืองกทม.ใหม่ ให้ได้ข้อสรุป การเร่งเดินหน้าโครงการรถไฟฟ้าเส้นทางต่างๆ เพื่อให้เงินลงทุนภาครัฐส่งผลไปยังสาขาอื่นให้ฟื้นตัวการเตรียมศูนย์บริหารจัดการน้ำเพียงแห่งเดียว เพื่อไม่ให้เกิดการขัดแย้ง การดำเนินนโยบายดอกเบี้ยต่ำ กระตุ้น เศรษฐกิจ ทีมเศรษฐกิจต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน มองว่าหากทุกฝ่ายร่วมใจกันจะมีความสำคัญมากกว่าการเติบโตของเศรษฐกิจ