321 1 - 15 มิถุนายน 2555      
   
     
 
   

หักเหลี่ยม“เจ้าพ่อประกัน”
ตอน“อาถรรพ์หมายเลข 1”

   
               
   

ในยุทธจักรประกันชีวิตประกันภัย ถ้าเอ่ยถึง “ไทยประกันชีวิต” ก็ถือได้ว่าเป็น ”ผู้อาวุโส” แห่งวงการ เนื่องจากผ่านเส้นทางชีวิตอันยาวนานถึง 70 ปีเต็ม
บนเส้นทางอันยาวนานที่เต็มไปด้วยขวากหนาม ทั้งมรสุมทางเศรษฐกิจและการเมือง หลายต่อหลายกิจการต้องล้มหายตายจากไป พร้อม ๆ กับหายนะที่ต้องถูกทางการตามล้างตามเช็ด หนีหัวซุกหัวซุน
แต่สำหรับไทยประกันชีวิต กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง !
“ไทยประกันชีวิต” ในวันนี้ยังดูแข็งแกร่ง เป็นที่น่าเกรงขาม และยังรักษาอัตราการเติบโตทางธุรกิจมาอย่างต่อเนื่องและมั่งคง
ธุรกิจประกันชีวิตสายเลือดไทยแห่งนี้ ถูกเขียนตำนานหน้าแรกโดยเจ้าสัววานิช ไชยวรรณ บุคคลซึ่งได้ชื่อว่า “LOW PROFILE”  แต่ก็มักปรากฏชื่ออยู่เสมอๆ ในหน้าหนังสือพิมพ์ ถึงการเข้าไปร่วมฮุบกิจการธนาคารในเมืองไทยหลายแห่งเมื่อครั้งอดีต 
อาทิ ธนาคารแหลมทอง   หรือธนาคารมหานคร เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันก็ได้ถูกควบรวบกิจการหายไปจากระบบเรียบร้อยแล้ว
วานิช ไชยวรรณ หรือที่ใครต่อใครเรียก “เฮียสิน” พื้นเพดั้งเดิมเป็นคนนครปฐม  บิดาชื่อนายง้วน มารดาชื่อ นางเซี้ยะเง้ง เริ่มต้นอาชีพดั้งเดิมค้าขายโชห่วยเล็ก ๆ อยู่ในตัวเมือง จากนั้นก็หันมาค้าพืชผลทางการเกษตร ภายใต้ชื่อว่า “นิววานิช” โดยเริ่มก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี พ.ศ.2504 
ต่อมาได้ผันชีวิตมาทำธุรกิจธนาคาร ด้วยการเป็นผู้จัดการสาขาธนาคารไทยพัฒนา ซึ่งภายหลังก็ได้เปลี่ยนเป็นธนาคารมหานคร  ในยุคสมัยหนึ่ง   ครั้นต่อมาธนาคารแห่งนี้ก็ประสบปัญหาหนี้เน่า จนทางการต้องส่งคนเข้ามาควบคุมกิจการ
วานิช ไชยวรรณ เริ่มผันตัวเข้าสู่วงการธุรกิจประกันภัยครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2511  โดยอาศัยทุนที่ตนเองสั่งสมมาทั้งชีวิต เข้าซื้อกิจการประกันภัยเล็กๆ แห่งหนึ่ง มีชื่อว่า “ไพบูลย์ประกันภัย”
หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2513  เขาได้เข้าไปซื้อกิจการบริษัท ไทยประกันชีวิต เข้ามาอยู่ในเครืออีกแห่งหนึ่ง โดยในยามนั้น ไทยประกันชีวิต ยังเป็นกิจการเล็กๆ ไม่สู้จะ ACTIVE นัก
ทั้งที่กิจการแห่งนี้เป็นธุรกิจประกันชีวิตที่ก่อตั้งขึ้นมาเป็นแห่งแรกของประเทศไทย...
ไทยประกันชีวิต ถือกำเนิดขึ้น ภายหลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่  2 โดยในช่วงที่เกิดสงคราม บริษัทประกันชีวิตต่างชาติ ต่างพากันขนทรัพย์สินหนีออกนอกประเทศ จนแทบไม่เหลือหรอ ยังผลทำให้ผู้เอาประกันที่เป็นคนไทยเสียหายกันถ้วนหน้า
ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่คนไทยควรแก่การจดจำ และเป็นกรณีศึกษา ที่ดีที่ชี้ให้เห็นว่า เมื่อยามคับขันในบ้านเมือง  ฝรั่งมังค่าที่ขนเงินมาลงทุน เป้าหมายก็เพียงแค่ตักตวงผลประโยชน์จากคนไทย ส่วนความเสียหายก็ปล่อยให้คนไทยเผชิญชะตากรรมกันเอาเอง
แม้แต่ในยุคนี้ก็ไม่ควรประมาทเป็นอันขาด !
วันที่ 22 มกราคม ปีพ.ศ.2485 กลุ่มคนไทยและขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในยุคนั้น ได้ร่วมกันก่อตั้งบริษัทประกันชีวิตขึ้นมาแห่งหนึ่ง มีชื่อว่า “ไทยประกันชีวิต”  อันเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แสดงถึงความเป็นไทย เสมือนหนึ่งกับเป็นการตอกย้ำถึงความไร้จิตสำนึกของบริษัทต่างชาติ
อาศัยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 1 ล้านบาท มีคณะกรรมการทิ้งสิ้น 9 คน ประกอบด้วย พระยาชัยสุรินทร์ (ตาล บุนนาค) นายบุญล้อม พึ่งสุนทร  นายหลุย พนมยงค์  นายปพาฬ บุญ-หลง  นายวิจิตร์ ลุลิตานนท์  นายโล่ เต็กชวน บูลสุข นายตันจินเก่ง  นายเชวง เคียงศิริ และนายตัวเกียกปุ้น
สำนักงานดั้งเดิมอยู่ที่ถนนเยาวราช   ต่อมาได้ย้ายมาที่อาคารสหธนาคาร บริเวณวงเวียนโอเดียน  และย้ายมาที่อาคารอื้อจื่อเหลียง ในสมัยที่วานิช ไชยวรรณ ได้เข้าครอบกิจการแห่งนี้แล้ว
ตลอดระยะเวลา 28 ปี เต็ม ภายหลังเสร็จสิ้นสงคราม การให้ใบอนุญาตการประกอบธุรกิจประกันชีวิต มิได้มีหลักเกณฑ์เข้มงวดเหมือนกับในยุคปัจจุบัน  หลายต่อหลายธุรกิจทั้งที่เป็นธุรกิจผูกขาดและกึ่งผูกขาด ล้วนแต่อิงกับอำนาจทางการเมือง  ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจประกันชีวิต
ใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิตในยามนั้น  แม้ไม่เป็นที่ต้องตาต้องใจมากเหมือนกับใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารหรือไฟแนนซ์  แต่ก็มีกลุ่มนักธุรกิจหลายต่อหลายกลุ่มต่างวิ่งเต้นขอใบอนุญาตเพิ่มขึ้นอีกนับสิบราย  ส่งผลทำให้การแข่งขันเริ่มมีมากขึ้นเป็นลำดับ
ไทยประกันชีวิต  แม้จะได้ชื่อว่า เป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของคนไทย แต่ในด้านธุรกิจกลับไม่อาจต้านทานคู่แข่ง ทั้งที่เป็นกลุ่มคนไทยรายใหม่รวมทั้งต่างชาติที่ย้อนกลับมาลงทุนใหม่ได้  ส่งผลทำให้การขยายตัวทางธุรกิจแทบจะกล่าวได้ว่าอยู่ในอันดับรั้งท้าย  สวนทางกับการเป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งแรกของเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง
ปี พ.ศ.2513  ไทยประกันชีวิต เริ่มถึงจุดหักเห เมื่อคณะผู้บริหาร ลงความเห็นว่า จะต้องหากลุ่มทุนใหม่เข้ามาดำเนินการแทน  อันเป็นช่วงสอดคล้องกับความต้องการของ วานิช ไชยวรรณ พอดีที่ต้องการธุรกิจประกันชีวิตมาเสริมธุรกิจประกันภัยที่เขามีอยู่อีกด้านหนึ่ง
การรุกคืบทางธุรกิจของ วานิช ไชยวรรณ ครั้งนี้ถือเป็นช่วงระยะเวลาที่เขาได้ผ่านการเพาะบ่มทั้งประสบการณ์ ตลอดจนสายสัมพันธ์ (CONNECTION) ทั้งทางด้านการเมืองและธุรกิจเอาไว้อย่างมากมาย
วานิช ไชยวรรณ แม้ว่าการศึกษาจะไม่สูงนัก  แต่ก็มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล  และที่สำคัญ คนๆ นี้เก่งเรื่องคน ซึ่งการเข้ามาซื้อไทยประกันชีวิตครั้งนี้  ก็เป็นบทพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า เขามองคนไม่ผิด
อนิวรรตน์ กฤตยากีรณ  นับเป็นนักบริหารธุรกิจประกันภัยรุ่นเก๋า  ที่มีประสบการณ์สูงเป็นที่หมายปองจากค่ายประกันชีวิตประกันภัยหลายค่าย  ครั้งหนึ่งเขาเคยนั่งในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยสมุทรประกันชีวิต ของเจ้าสัวกฤษณ อัสสกุล   ที่ถือได้ว่าเป็นคู่แข่งที่ห้ำหั่นเชือดเฉือนกับไทยประกันชีวิตมาอย่างยาวนาน
หลังจากนั้นก็ได้ย้ายไปนั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยประสิทธิประกันภัย อันเป็นช่วงก่อนยุคที่ สุระ จันทร์ศรีชวาลา จะเข้ามาเทคโอเว่อร์กิจการแห่งนี้  และก่อนหน้าที่อนิวรรตน์จะย้ายมาอยู่ไทยประกันชีวิต ก็เคยไปนั่งเป็นกรรมการผู้จัดการ ค่ายศรีอยุธยาประกันภัยมาก่อนเช่นกัน
วานิช เชื่อมืออนิวรรตน์มากๆ  ให้ความไว้วางใจ ถึงขนาดเอ่ยปากว่า “คุณจะทำยังไงก็ได้ ขอให้ไทยประกันชีวิตโตก็แล้วกัน” 
ในด้านการบริหาร แทบจะกล่าวได้ว่า วานิช ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวหรือแทรกแซงแต่อย่างใด หน้าที่หลักของวานิช ดูจะเป็นเรื่องการหา FINANCE SUPPORT เสียมากกว่า
ไทยประกันชีวิต ในยุคของอนิวรรตน์  ได้ปรับเปลี่ยนระบบการบริหารกันขนานใหญ่  มีการพัฒนารูปแบบการขาย และการส่งเสริมตัวแทน รีครูทคนเก่งๆ เข้ามามาก  ซึ่งผลจากการที่ดึง อนิวรรตน์ เข้ามาร่วมงานครั้งนี้ก็นับว่าไม่ผิดหวัง การเติบโตทางธุรกิจของไทยประกันชีวิต วิ่งแซงคู่แข่งคนอื่นๆ  แทบไม่เหลือหรอ จะมีก็เพียงยักษ์ใหญ่ค่ายเดียว ที่ไทยประกันชีวิตกินไม่ลง นั่นคือ... ไทยสมุทรประกันชีวิต
ระหว่างที่ไทยประกันชีวิต กำลังก้าวหน้าไปได้ดี ในอีกฟากหนึ่ง วานิช ก็เปิดฉากบุกทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
ปี พ.ศ. 2515  วานิช  ได้เบนเข็มเข้าสู่ยุทธจักรน้ำเมา โดยการเข้าร่วมถือหุ้นในบริษัท สุราแสงโสม ซึ่งนำไปสู่การสว็อปหุ้น จนในที่สุดเขาก็ได้เข้าไปถือหุ้นในบริษัท สุรามหาราษฎร และกลุ่มบริษัทสุราทิพย์ ในเวลาต่อมา
หลังจากนั้นก็ได้ก่อตั้งบริษัท สุราสัมพันธ์ ขึ้น เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายสุราขาวใน 14 จังหวัดภาคใต้  รวมไปถึงการเปิดตัวทำธุรกิจเบียร์  “ไฮเนเก้น” ที่ถูกอกถูกใจบรรดาคอเบียร์ในปัจจุบันนี้
การดำเนินธุรกิจในยุคก่อน อาจกล่าวได้ว่าเป็นสูตรสำเร็จ ที่บรรดาเจ้าสัวทั้งหลาย มักจะต้องเสาะแสวงหาสถาบันการเงินมาผนวกเอาไว้กับธุรกิจในเครือของตนเอง เพื่อใช้เป็นฐานในด้าน FINANCE
ปี พ.ศ.2518 วานิช ได้ตัดสินใจเข้าซื้อบริษัทไฟแนนซ์แห่งหนึ่งมีชื่อว่า “บูรพาทรัสต์” ซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ธนทรัพย์  และได้เข้าไปซื้อบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ไทยเม็กซ์  รวมไปถึงบริษัทเครดิตฟองซิเอไทยเคหะ  ตลอดจนการเข้าไปถือหุ้นในธนาคาร หรือสถาบันการเงินอื่น ๆ อีกหลายแห่ง
อาณาจักรทางธุรกิจของ วานิช เติบใหญ่ขึ้นมาอย่างเงียบ ๆ โดยเฉพาะในช่วงปี 2526  ชื่อเสียงของเขาเริ่มเป็นที่คุ้นหูมากขึ้น  ด้วยเหตุผลที่ได้เข้าไปยืนอยู่ตรงกลางในสงครามเทคโอเว่อร์แบงก์แหลมทอง ระหว่างสมบูรณ์ นันทาภิวัฒน์ และ สุระ จันทร์ศรีชวาลา
ไทยประกันชีวิต ภายใต้การกุมบังเหียนของอนิวรรตน์ กฤตยากีรณ สามารถก้าวขึ้นสู่แถวหน้าของเมืองไทยได้ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น
ปี พ.ศ.2523  ไทยประกันชีวิตก้าวขึ้นมาอยู่อันดับสองรองจากไทยสมุทรประกันชีวิต โดยมีเบี้ยประกันรวมอยู่ที่ 658 ล้านบาท  ตามมาติดๆ เป็นอันดับ 3 ก็คือ  เอไอเอ  ธุรกิจประกันชีวิตสายเลือดอเมริกัน มีเบี้ยประกันรวมอยู่ที่  636 ล้านบาท
ปี พ.ศ.2524 ไทยประกันชีวิตยังคงเป็นรองไทยสมุทรฯ อยู่ โดยมีเบี้ยประกันรวม 818 ล้านบาท ขณะที่เอไอเอก็เริ่มไล่ตามมาติดๆ โดยมีเบี้ยประกันรวม 786 ล้านบาท
ปี พ.ศ.2525 ไทยประกันชีวิตยังยืนอยู่อันดับ 2 มียอดประกันภัยรวม 1,029  ล้านบาท ขณะที่เอไอเอ วิ่งตามมาอย่างกระชั้นชิด โดยมียอดเบี้ยประกันภัยรวม 1,012 ล้านบาท
และที่น่าสนใจก็คือ ปี พ.ศ.2526 ความฝันของ วานิช ไชยวรรณ ที่ต้องการเห็นไทยประกันชีวิตผงาดขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ดูทำท่าว่าจะเป็นจริงแล้ว เนื่องจากไทยประกันชีวิตสามารถเขี่ยไทยสมุทรประกันชีวิต ตกจากบัลลังก์แชมป์ได้เป็นผลสำเร็จ  โดยมีเบี้ยประกันรวมทั้งสิ้น 1,319 ล้านบาท  ขณะที่ไทยสมุทรฯ มีเบี้ยประกันรวมอยู่ที่ 1,299 ล้านบาท
แต่หมายเลข 1 ดูเหมือนจะเป็นเลขอาถรรพ์สำหรับตระกูล “ไชยวรรณ” !
เพราะขณะที่ 2 ค่ายกำลังเปิดศึกกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เอไอเอ ประกันชีวิตสัญชาติอเมริกันแห่งนี้ ก็วิ่งเข้าเส้นชัยเฉือนไทยประกันชีวิตไปแค่จมูก โดยมีเบี้ยประกันภัยรวมในปีเดียวกันที่ 1,449 ล้านบาท
หลังจากนั้น  ก็ไม่ปรากฏว่าไทยประกันชีวิตจะก้าวขึ้นมาแซงหน้าเอไอเอ แม้แต่ครั้งเดียว ตรงกันข้ามฝั่งเอไอเอกลับทิ้งห่างมากขึ้นๆ หลายช่วงตัว ครองส่วนแบ่งทางการตลาดมากขึ้น ยากที่จะตามทัน
เรื่องราวและตำนานของ “เจ้าพ่อประกัน”  อาจไม่ใช่เพียงแค่  ตำนานการต่อสู้ชีวิตของคนๆ หนึ่งที่สร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาด้วยสองมือเปล่า หากแต่ยังเป็นกรณีศึกษา สำหรับนักธุรกิจคนหนึ่ง ที่สามารถเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ แม้วันนี้ เขาอาจไม่ใช่ เบอร์ 1 ในยุทธจักรประกัน  แต่อาณาจักรทางธุรกิจของ “วานิช ไชยวรรณ” ก็ไม่เคยแสดงอาการอ่อนแอให้ใครเห็น !