336 16 - 31 มกราคม 2556      
   
     
 
   

เจาะยุทธศาสตร์‘แอล แอนด์ ทีฯ’น้องใหม่อสังหาฯ
จุดพลุ! คอนโดฯ หรู ยึดทำเลทองย่านวัชรพล

   
               
   

หลังจากร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ (บอร์ด) ผังเมืองไปเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2555 ได้มีการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจำนวน 31 บริเวณ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือย่านเอกมัย-รามอินทรา โดยเปลี่ยนจากพื้นที่สีเหลืองที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย ย.4 เป็นพื้นที่สีแดงพาณิชยกรรม พ.1 ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่-รายเล็กต่างมุ่งความสนใจ
ล่าสุดค่ายน้องใหม่ “แอล แอนด์ ที แอสเสท” ก็ได้ผุดคอนโดมิเนียมโลว์ ไรส์ “วี คอนโด” เลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา มูลค่า 2,100 ล้านบาท หวังเจาะกลุ่มคนทำงาน ย่านวัชรพล
โดยบริษัท แอล แอนด์ ที แอสเสท จำกัด ได้ก่อตั้งขึ้นด้วยทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท โดยกลุ่มผู้บริหารที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นำทีมบริหารโดย “ทศพล วชิรเดชา” กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์การค้าเซียร์รังสิต ศูนย์ไอทีและอิเล็คทรอนิคส์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ที่เปิดบริการมามากกว่า 18 ปี โดย “ทศพล” ได้รับผิดชอบบริหารงานด้านหลายด้าน เช่น ด้านงานก่อสร้าง บริหารงานขายและการตลาด และบริหารงบการเงินและบัญชี เป็นต้น
ทั้งนี้ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการพัฒนาอสังหาฯ และมีความมุ่งหมายที่จะขยายและพัฒนาองค์กรไปสู่ความเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้า ภายใต้แนวคิดที่จะสร้างสรรค์ความสมบูรณ์แบบในตัวสินค้าที่พักอาศัย และเสริมสร้างความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะในแต่ละโครงการ การเน้นคุณภาพของตัวสินค้าที่พักอาศัย การจัดการให้กระบวนการก่อสร้างดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการบริการหลังการขายที่ดีเยี่ยม
และจากการที่ “ทศพล วชิรเดชา” มีความรู้ความเข้าใจถึงความต้องการของตลาดและรูปแบบการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่มีไลฟ์สไตล์ในการใช้ชีวิตเป็นอย่างดี จึงมองเห็นโอกาสในการพัฒนาโครงการตามแนวคิดดังกล่าว โดยพบที่ดินแปลงหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ ณ บริเวณถนนเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ตัดกับถนนรามอินทรา ซึ่งมีทำเลและระบบสาธารณูปโภคที่ตรงกับความต้องการ เช่น ใกล้ทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา ซึ่งสามารถใช้เดินทางสู่ศูนย์กลางธุรกิจ(CBD) ทั้งย่านทองหล่อ สุขุมวิท และสามารถเชื่อมโยงการเดินทางไปยังส่วนต่าง ๆ ได้ง่าย จึงทำให้เกิดแนวคิดที่จะพัฒนาที่ดินในพื้นที่ดังกล่าวเป็นอาคารชุดพักอาศัยโดยประกอบด้วย คอนโดมิเนียมพักอาศัย 8 ชั้น จำนวน 5 อาคาร จำนวน 1,168 ยูนิต บนพื้นที่ประมาณ 11 ไร่ ในรูปแบบที่ทันสมัย
ส่วนตัวคอนเซ็ปต์รวมถึงด้านการออกแบบจะมีความน่าสนใจอย่างไร “ทศพล วชิรเดชา” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอล แอนด์ ที แอสเสท จำกัด บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์น้องใหม่ในวงการอสังหาฯ จะเป็นผู้ไขรายละเอียดให้ทราบ

ก่อนอื่นขอถามถึงที่มาว่าทำไมถึงสนใจหันมาพัฒนาธุรกิจด้านอสังหาฯ
นายทศพล วชิรเดชา กรรมการผู้จัดการบริษัท แอล แอนด์ ที แอสเสท จำกัด บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์น้องใหม่ในวงการอสังหาฯ กล่าวถึงการลงมาพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในครั้งนี้ว่า “ผมอยู่ในแวดวงนี้มานาน อาจจะไม่ได้สัมผัสกับอสังหาฯ โดยตรง แต่มีความสนใจในการทำธุรกิจอสังหาฯ เป็นทุนเดิมอยู่ เพราะเป็นธุรกิจที่มีไดนามิคสูง และยังมีความคล้ายคลึงกับธุรกิจห้างสรรพสินค้า คือเราต้องรับรู้ได้ว่าไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมายของเราเป็นอย่างไร ความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันเป็นอย่างไร และพัฒนาสินค้าให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้ได้”
ซึ่งหากมองว่าคอนโดฯ คือสินค้าชนิดหนึ่ง และจะทำอย่างไรให้คอนโดฯ เราขายได้ ซึ่งมันจะมาพร้อมกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องทำเล เรื่องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย เรื่องการดีไซน์โครงการให้ตอบกลุ่มเป้าหมาย การเงิน และการหาพาร์ทเนอร์ดี ๆ มาช่วยเราในการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นบริษัทสถาปนิกมือรางวัลอย่าง UKD Architect และบริษัทตกแต่งภายในชั้นนำอย่าง LEOINTER ด้านการออกแบบตกแต่งสวนเราก็ใช้ Wabi Sabi Studio ในเครือของ P Landscape
ด้านการออกแบบสื่อโฆษณาต่าง ๆ เราก็ใช้ Creative Juice/G1 ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำที่เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน ส่วนการบริหารงานขายนั้น ก็ได้มืออาชีพอย่าง บจก.พลัส พร็อพเพอร์ตี้ มาช่วยเรา ณ จุดนี้ ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดีมาก เพราะเพียงแค่เปิดขายโครงการในช่วง presale ที่ผ่านมา ทางวี คอนโด เราก็สามารถสร้างยอดขายไปได้แล้วกว่า 800 ล้านบาท

ทำไมถึงเลือกพัฒนาโครงการคอนโดฯ บนถนนเอกมัย-รามอินทรา      
“ทศพล” กล่าวว่า หลังจากที่เป็นผู้บริหารและปลุกปั้น “เซียร์ รังสิต” จนติดตลาด จึงได้ร่วมกับกลุ่มเพื่อน ซึ่งเป็นผู้บริหารจากบริษัทเอกชนอีก 2 แห่งได้ร่วมทุนจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทดังกล่าวขึ้นมา และได้ซื้อที่ดินเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา จำนวน 19 ไร่ เข้ามาในช่วง 2 ปีก่อนหน้านี้ ต่อมาได้ทำการศึกษาความเหมาะสมของที่ดินแปลงดังกล่าวว่าจะพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยประเภทใด ซึ่งจากการสำรวจและวิจัยความต้องการของผู้บริโภคในรัศมี 5 กิโลเมตร พบว่าผู้บริโภคในพื้นที่ตอบรับกับคอนโดมิเนียมมากที่สุด
ดังนั้น จึงตัดสินใจว่าจ้างบริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เข้ามาทำตลาดและบริหารการขาย รวมถึงเป็นที่ปรึกษาการลงทุนในการพัฒนาโครงการ “วี คอนโด” โดยวางกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่อายุ 25-35 ปี ในย่านรามอินทรา และวัชรพลเป็นหลัก ซึ่งหลังจากสำรวจความต้องการของลูกค้ากลุ่มดังกล่าวพบว่า ทำเลที่ตั้งโครงการ และราคาขายเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจซื้อโครงการห้องชุดในย่านดังกล่าว โดยราคาขายที่ลูกค้ามีความสามารถอยู่ที่ 1-2 ล้านบาท

ตัวคอนเซ็ปต์และการออกแบบของ “วี คอนโด” วางไว้อย่างไร
“วี คอนโด”  เป็นคอนโดมิเนียมโครงการแรกภายใต้การพัฒนาโครงการของ “แอล แอนด์ ที แอสเสท” ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 11 ไร่ บนถนนประดิษฐ์มนูธรรม เป็นโครงการคอนโดมิเนียมสูง 8 ชั้น จำนวน 5 อาคาร 1,168 ยูนิต โดยการออกแบบและพัฒนาโครงการห้องชุดแบ่งออกเป็น 3 ขนาด คือ ห้องชุดสตูดิโอขนาด 24.86-33.21 ตารางเมตร (ตร.ม.) ราคาเริ่มต้น 12.9-2.21 ล้านบาท ห้องชุดแบบ 1 ห้องนอน ขนาด 32-37 ตร.ม.ราคาเริ่มต้น1.71-2.26 ล้านบาท ห้องชุดแบบ 2 ห้องนอน ขนาด 43-48 ตร.ม.ราคา 2.36-3.23 ล้านบาท โดยโครงการดังกล่าวก่อสร้างบนพื้นที่ 11 ไร่ เป็นอาคารสูง 8 ชั้น 5 อาคาร จำนวน 1,168 ยูนิต มูลค่ารวม 2,100 ล้านบาท ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 800 ล้านบาท คิดเป็น 40% ของมูลค่าโครงการ
สำหรับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ ได้แก่ สระว่ายน้ำ, Garden Court ทอดยาวตลอดแนวโครงการ, ห้องพักผ่อน We Lounge, ห้องออกกาลังกายพร้อมอุปกรณ์ครบครัน
ในส่วนของทำเลนั้น โครงการตั้งอยู่บนทำเลศักยภาพติดถนนใหญ่ย่านเลียบทางด่วนเอกมัย-รามอินทรา และยังเป็นโครงการแห่งอนาคตที่รองรับการเติบโตของเส้นทางโครงข่ายคมนาคมเส้นใหม่ คือรถไฟฟ้าสายสีชมพูที่ขยายจากเดิม 24 สถานี มาเป็น 30 สถานี เริ่มจากสถานีศูนย์ราชการนนทบุรี ไปสิ้นสุดที่สถานีมีนบุรี (ใกล้แยกร่มเกล้า) ทั้งยังมีแหล่งสาธารณูปโภคต่าง ๆ มากมาย อาทิ ห้างสรรพสินค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ สถานศึกษา และโรงพยาบาล
อีกทั้งโครงการนี้ยังสามารถเข้าออกได้ 2 ทาง ทั้งถนนเลียบทางด่วน และทางเชื่อมถนนรามอินทรา ส่วนเรื่องการออกแบบโครงการนั้น โครงการวี คอนโด ได้ถูกออกแบบในสไตล์โมเดิร์นทรอปิคอล เน้นให้คุณสัมผัสกับธรรมชาติกับสระและสวนส่วนกลางที่ทอดยาวตลอดแนวอาคาร

เนื่องจากโครงการนี้เป็นโครงการแรก เราได้วางแผนในการบุกธุรกิจอสังหาฯ ไว้อย่างไร
ด้านการวางแผนเรื่องการลุยธุรกิจอสังหาฯ นั้น สำหรับขณะนี้บริษัทตั้งใจพัฒนาโครงการแรกนี้ให้ดีที่สุดก่อน โดยตั้งเป้าปิดการขายภายในไตรมาส 2 ปี 2556 และจะเริ่มลงมือก่อสร้างในเดือนมิถุนายน 2556 ซึ่งคาดว่าจะสร้างเสร็จในเดือนธันวาคม 2557 ซึ่งระยะเวลาการก่อสร้างประมาณ 1 ปีครึ่ง
สำหรับเรื่องแผนการทำการตลาดนั้น บริษัทฯ เน้นการทำตลาดแบบ below the line เพราะว่าต้องการเจาะกลุ่มเป้าหมายหลักในละแวกนี้ก่อน โดยกลุ่มเป้าหมายหลักก็คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุระหว่าง 25-40 ปี ที่ต้องการที่พักอาศัยที่สะดวกสบายใกล้โครงข่ายรถไฟฟ้า และผู้ที่ทำงานอยู่ในบริเวณโดยรอบของโครงการ และหากว่าสามารถปิดการขายได้ตามระยะเวลาที่วางเป้าหมายไว้ ก็จะค่อย ๆ ศึกษาที่ดินเพิ่มเพื่อพัฒนาโครงการอื่น ๆ ต่อไป โดยโครงการที่ทางบริษัทเน้นยังคงเป็นคอนโดมิเนียม ติดถนนที่มีการคมนาคมที่ดีเป็นหลัก

มองภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมย่านเอกมัย-รามอินทรา เป็นอย่างไร
จากการปรับร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการ (บอร์ด) ผังเมืองไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ที่ดินจำนวน 31 บริเวณ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือย่านเอกมัย-รามอินทรา โดยเปลี่ยนจากพื้นที่สีเหลืองที่อยู่อาศัยหนาแน่นน้อย ย.4 เป็นพื้นที่สีแดงพาณิชยกรรม พ.1 ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ต่างมุ่งความสนใจเพื่อพัฒนาโครงการในย่านดังกล่าวให้กลายเป็นชุมชนเมืองแห่งใหม่ที่ครบครันด้านระบบสาธารณูปโภคในการใช้ชีวิต
การเปิดตัวของ วี คอนโด ในช่วงนี้ ถือเป็นช่วงที่ถูกจังหวะ เพราะเป็นรายแรกๆ ในย่านดังกล่าว ที่นำเสนอโครงการคอนโดมิเนียมซึ่งแวดล้อมไปด้วย ห้างสรรพสินค้า คอมมิวนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่ โรงพยาบาลและสถานศึกษา  รวมทั้งการเดินทางที่สะดวก ใกล้จุดขึ้นลงทางด่วนและรถไฟฟ้าสายสีชมพู สถานีวัชรพล (ส่วนต่อขยายในอนาคาต) จึงเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า “วี คอนโด” จะได้รับกระแสตอบรับจากผู้ซื้อจำนวนมาก โดยในช่วงเปิดตัวได้วางกลยุทธ์ โดยเน้นที่การสื่อสารการตลาด แบบ Below the line เน้นการใช้ Localize Media และการทำ E marketing ไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
โดยนำเสนอจุดเด่นของโครงการในเรื่องการเดินทางที่สะดวกสบายเชื่อมต่อถนนหลัก 2 สาย อีกทั้งโครงการยังตั้งอยู่บนเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีชมพูในอนาคต และยังมีจุดเด่นในเรื่องของ Landscape ที่เลือกใช้รูปแบบที่แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ที่ทันสมัยซึ่งสัมพันธ์กับกลุ่มลูกค้าของโครงการที่มีไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวันของคนเมืองในปัจจุบัน
ในขณะเดียวกันยังสามารถตอบสนองต่อความต้องการเรื่องการพักผ่อนที่ผ่อนคลายกับธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในวันที่ใช้พื้นที่ภายในโครงการ จากการเลือกใช้พืชพรรณและการกำหนดสีของสระว่ายน้ำให้กลมกลืนกับธรรมชาติ และเนื่องด้วยเป็นโครงการพักอาศัยขนาดใหญ่ จึงกำหนดให้มีพื้นที่สำหรับใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ โดยออกแบบพื้นที่ให้มีความ Flexible สามารถตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของผู้ใช้งาน